‘ศรีสุวรรณ’ จวก กม.เพิ่มโทษไม่พก ‘ใบขับขี่’ ย้ำถ้าแก้ กม.ต้องฟังเสียง ปชช.

26.08.18 | 09:20 น.

วันที่ 26 สิงหาคม นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ออกแถลงการณ์ คัดค้านการกำหนดโทษกฎหมายจราจรโดยไม่ฟังเสียงประชาชน หลังจากกรมการขนส่งทางบกเสนอรวมและแก้ไขกฎหมายจราจรทางบกและกฎหมายรถยนต์ให้เป็นฉบับเดียวกันและเพิ่มบทกำหนดโทษความผิดเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถ หากขับรถไม่มีใบขับขี่และหรือใบขับขี่หมดอายุ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท หากไม่พกใบขับขี่โทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท เพื่อเสริมสร้างวินัยการขับขี่ และลดอุบัติเหตุทางถนน โดยไม่เปิดหูเปิดตารับฟังเสียงท้วงติงของสาธารณชน เพราะจะกลายเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการคอร์รัปชั่นนอกศาล มีการเรียกรับผลประโยชน์ระหว่างพนักงานเจ้าหน้าที่และผู้ที่กระทำความผิดกฎหมาย

นายศรีสุวรรณกล่าวว่า การเพิ่มโทษกรณีไม่พกพาใบขับขี่ เป็นการกำหนดโทษที่สวนทางกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ที่มุ่งใช้เทคโนโลยีออนไลน์ในทุกหน่วยงานของประเทศ ดังนั้น การหลงลืมการพกพาจึงไม่ใช่เหตุที่จะเป็นความผิดรุนแรง หรือเหตุที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ ยกเว้นจะมีงานวิจัยกำมะลอ ที่สามารถนำมาหลอกได้แต่เฉพาะคนที่กินแกลบกินหญ้าให้เชื่อได้เท่านั้น สำหรับร่างกฎหมายดังกล่าวหากกรมการขนส่งทางบกและคณะรัฐมนตรีไม่สั่งทบทวน สมาคมฯจะต้องหาข้อยุติในการยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

“ข้อท้วงติงของสาธารณชนเป็นประเด็นที่กรมการขนส่งทางบก และคณะรัฐมนตรีต้องนำมาพิจารณาทบทวนเพื่อประโยชน์ในการปรับปรุงกฎหมาย ไม่ควรออกมาตั้งโต๊ะแถลงตอบโต้สาธารณชนทั้งกรมการขนส่ง ตำรวจ และนักวิชาการ โดยพยายามยกข้อเปรียบเทียบกับบทลงโทษในกฎหมายจราจรประเทศอื่น ที่มีบทลงโทษสูงกว่าไทยหลายเท่าแต่เพียงมิติเดียว หากแต่ไม่คำนึงถึงบริบทของการบังคับใช้กฎหมายของสังคมไทย ที่มีภาวะแทรกซ้อนมากมาย ทั้งระบบอุปถัมภ์ การใช้เส้นสายของผู้มีอำนาจ ท้ายที่สุดผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายดังกล่าวมากที่สุด คือคนจน คนหาเช้ากินค่ำ ที่จะต้องติดคุกแทนค่าปรับจนล้นคุก เหมือนการเพิ่มโทษกฎหมายยาเสพติด หรือเมาแล้วขับ ก็ไม่ได้ทำให้ปัญหาลดลง”

แถลงการณ์ระบุว่า การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายดังกล่าวแม้มีความจำเป็น แต่ต้องรับฟังเสียงของประชาชนเป็นที่ตั้งตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 77 บัญญัติไว้ และจะต้องปรับแก้ไขหรือยกเลิกระเบียบว่าด้วย “ส่วนแบ่งค่าปรับจราจร” ให้เสร็จสิ้น ไม่เช่นนั้นการกำหนดโทษความผิดการจราจรที่สูง จะเป็นเหตุให้เกิดการเรียกรับผลประโยชน์ของพนักงานเจ้าหน้าที่ เพราะไม่ต้องเสียเวลาไปขึ้นศาล และควรมีการจัดตั้ง “ศาลจราจร” ในระบบไต่สวนก่อนปรับแก้กฎหมาย เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถนำภาพวิดีโอ หรือกล้องหน้ารถ กล้องมือถือมาเป็นพยานหลักฐานในการฟ้องร้องพนักงานเจ้าหน้าที่ที่กลั่นแกล้งหรือเรียกรับผลประโยชน์ได้ง่ายขึ้น และต้องเพิ่มโทษพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เรียกรับผลประโยชน์มากกว่า 2 เท่าของโทษที่ประชาชนได้รับ

 

Advertisement