“ธงชัย วินิจจะกูล” นักประวัติศาสตร์ไทยซึ่งไปทำงานในต่างแดน เดินทางกลับมาพูดอะไรเกี่ยวกับเมืองไทยที่ประเทศบ้านเกิดอีกครั้งเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่าน ขณะร่วมงานเสวนา “เรื่องเล่าหลังกรงขัง”
นักวิชาการผู้นี้สรุปภาพรวมว่าโลกทั้งใบกำลังเข้าสู่ “ยุคพลิกผัน” จากการปฏิวัติดิจิทัล
ซึ่งส่งผลให้โลกและสังคมไทยต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงมหาศาลที่เกิดขึ้นในทุกๆ ด้าน
การปฏิวัติดิจิทัลนำไปสู่ภาวะ “อินเตอร์เน็ตของสรรพสิ่ง” หรือ Internet of Things โดยกิจกรรมต่างๆ ที่กระทำผ่านอินเตอร์เน็ตจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน ตลอดจนพฤติกรรมการดำรงชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมร่วมสมัย
ธงชัยวิเคราะห์ว่าหากมองในทางการเมือง คนใน “ยุคพลิกผัน” นี้ จะเกิดอัตลักษณ์อันหลากหลาย แม้ปัจเจกบุคคลหนึ่งรายก็อาจมีอัตลักษณ์หลายด้านดำรงซ้อนกันอยู่ในตัวเอง พร้อมลักษณะเฉพาะเจาะจงต่างๆ
ที่ชัดเจนขึ้น
นี่จะนำไปสู่ผลประโยชน์ที่แตกย่อยกระจัดกระจาย ผลประโยชน์ของคนหนึ่งอาจไม่เหมือนกับอีกคนหนึ่งและคนอื่นๆ
การควบคุมผู้คนเหล่านั้นจึงทำได้ยาก
ยิ่งรัฐบาลที่มีวัตถุประสงค์หลักในการควบคุมคน ก็ยิ่งอยู่และทำงานได้ยากขึ้น
สำหรับธงชัย เขายังเชื่อว่ารัฐประชาธิปไตย ที่เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนถกเถียงความเห็น จะสามารถปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ดีในระดับหนึ่ง
ทว่าระบอบการปกครองชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะที่การตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ถูกผูกติดอยู่กับคนกลุ่มเล็กๆ เพียงกลุ่มเดียว น่าจะปรับตัวได้ยาก
เพราะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นสลับซับซ้อนเกินกว่าที่คนหยิบมือเดียวจะหยั่งรู้ทุกอย่าง
และถ้านโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” เป็นเพียงการรีแพคเกจหรือรีแบรนด์ทางการเมือง ประเทศไทยก็มีหวังไม่มากนักในการปรับตัวเข้ากับกระแสโลก
ณ จุดนี้ สังคมการเมืองไทยในปัจจุบันจึงน่าเป็นห่วง
ทั้งเพราะความหยุดนิ่ง ไม่มีพลวัต ระบบการเมืองจนถึงกระบวนการยุติธรรมถูกทำลายอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน จนยากจะฟื้นตัวในระยะใกล้ๆ
ขณะเดียวกันสภาพการณ์อื่นๆ ในทุกด้าน เช่น ด้านเศรษฐกิจ ก็มีลักษณะซึมยาวเป็นตัวอักษร “L”
ธงชัยเตือนว่าจากสถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้มีการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ ทุกอย่างก็มิอาจพลิกฟื้นขึ้นได้ในทันตาเห็น
ผู้นำหลังการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นใครหรือฝ่ายไหน ก็คงแบกรับความคาดหวังเอาไว้ไม่ไหวเช่นเดียวกัน
ในมุมมองของนักวิชาการไทยผู้มีประสบการณ์ระดับอินเตอร์รายนี้ เขายังฝากความหวังระยะยาวในการรื้อฟื้นประเทศไทย ไว้กับคนรุ่นหลังและคนรุ่นใหม่
โดยเชื่อว่าพลังร่วมของคนเล็กๆ เหล่านี้ จะค่อยๆ ผลักดันประคับประคองให้สังคมไทยมีหลักมีเกณฑ์อันเหมาะสม ไม่เดินไปตามอำเภอใจของผู้รู้ดีผู้มีอำนาจจำนวนน้อย
และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบันได้ทันท่วงที
ปราปต์ บุนปาน

