มีการแก้ไขกฎหมาย โดยรวมพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติการขนส่ง ทางบก พ.ศ.2522 ออกเป็นร่างกฎหมายฉบับเดียวกัน ในความผิดเกี่ยวกับการขับรถโดยไม่แสดงใบอนุญาตขับรถ ปรับโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท จากเดิม พ.ร.บ.รถยนต์ มีโทษ
จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท และ พ.ร.บ.ขนส่ง จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท โดยเจ้าหน้าที่ยืนยันว่า หากเปรียบเทียบกันแล้ว เมื่อควบรวมกฎหมาย 2 ฉบับโทษเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ผกบ.ส.3 ในฐานะคณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจร กล่าวว่า ตำรวจจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายการขับขี่สาธารณะเพื่อคุ้มครองชีวิตของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน ที่ผ่านมาตำรวจเข้มงวดเรื่องการจับยึดใบอนุญาตขับขี่ แต่โทษปรับไม่เกิน 1 พันบาท ถือเป็นลหุโทษ ปรับในชั้นตำรวจได้ ประชาชนไม่เกรงกลัว ยึดก็เอาคืน ปรับก็ไม่สนใจ ไม่มีก็ขับรถต่อไป เรียกว่าไม่เกรงกลัว จึงต้องมีการเพิ่มโทษให้หนักขึ้น ปรับในชั้นตำรวจไม่ได้แล้ว ต้องทำสำนวนส่งอัยการ ส่งศาล ปรับหรือจำคุกตามแต่ดุลพินิจ เพื่อประชาชนเคารพกฎหมายมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยของประชาชนนั่นเอง ยอมรับว่าตลอดระยะเวลา 39 ปีที่มีการใช้กฎหมาย ประชาชนไม่มีความเกรงกลัว และฝ่าฝืนกฎหมายเรื่อยมา
การขับขี่รถยนต์ ต้องผ่านการอบรมก่อนได้รับใบอนุญาตขับขี่ เป็นมาตรการที่จำเป็นในสังคม ดังที่ทางราชการมีตัวเลขยืนยันว่า กลุ่มผู้ขับขี่ที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ มีโอกาสการเสียชีวิตร้อยละ 34 ซึ่งสูงกว่ากลุ่มผู้ขับขี่ที่มีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ถึงสองเท่า การแยกใบขับขี่เฉพาะรถจักรยานยนต์ประเภทบิ๊กไบค์ ความแรงเกิน 400 ซีซี ต้องอายุเกิน 18 ปี และผ่านการอบรมแบบเฉพาะ เป็นเรื่องจำเป็นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การไม่พกพาใบอนุญาต เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะขณะนี้ประชาชนไม่มีตัวแทนเป็นปากเป็นเสียงในสภาที่มาจากการแต่งตั้ง แม้รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องฟังความเห็นของประชาชน แต่การออกกฎหมายที่ให้ผลร้ายต่อประชาชน ต้องศึกษาและรับฟังความเห็นของประชาชนอย่างรอบคอบและจริงจัง มิใช่มุ่งเฉพาะผลของทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียว

