ขณะที่ทาง 1 พรรครวมพลังประชาชาติไทยออกแคมเปญต่อต้าน กระบวนการกลับมาของเหล่า”ผีดิบ”ทางการเมือง
ป.ป.ช.ก็ประกาศตรวจสอบ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
เป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานีตำรวจทดแทน เป็นเรื่องเกี่ยวกับแฟลตตำรวจ
คาราคาซังมาตั้งแต่ปี 2552
เห็นอาการ “ดิ้น” อย่างชนิดสุดแรงเกิดของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แล้วก็เริ่มเข้าใจ
เข้าใจในความหงุดหงิด เข้าใจในความไม่พอใจ
ไม่ว่าจะมาจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไม่ว่าจะมาจากบางคนในคสช.
เพราะนี่เท่ากับเป็นการเตะสกัดขาในทางการเมือง
กล่าวสำหรับพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.)นี่คือมรสุมหนักยิ่งในทางการเมือง
หนักตั้งแต่พรรคยังไม่ได้ประชุม”สมัชชาพรรค”
แม้ว่าภายในพรรคจะอุดมไปด้วยนักเคลื่อนไหวผู้มากประสบการณ์ ไม่ว่าจะจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ไม่ว่าจะจากกปปส.
นี่ย่อมเป็นสถานการณ์คล้ายๆกับที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ประสบอย่างสาหัสสากรรจ์
เพียงแต่กรณี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็น”คดี”
ทั้งยังเป็นคดีซึ่งไม่เพียงแต่จะพัวพันกับเงินงบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาล หากแต่ยังสัมพันธ์และฟ้องให้เห็นถึง เบื้องหลังการบริหารจัดการในตำแหน่ง ผบ.ตร.
ยุคที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มีส่วนกำกับ รับผิดชอบอีกด้วย
ตะกอนอันเคยนอนก้นก็เริ่มสำแดงขึ้นมา
หลายคนเริ่มเข้าใจว่าเหตุใด นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ จึงเปิดหน ทางให้กับ ม.ร.ว.จตุมงคล โสณกุล ทะยานสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคอย่างเต็มอกเต็มใจ
ไม่เพียงเพราะตระหนักว่านี่คือ “พรรคเทพเทือก”
หากแต่คือรูปธรรมอันสะท้อนให้เห็นการตกผลึกจากประสบ การณ์และความจัดเจนอันสะสมจากประชาธิปัตย์ มหาชน
ไม่ได้ตีจากเพียงแต่ลดบทบาทลงเท่านั้นเอง

