ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ยังถือว่าพรรคเพื่อไทยคือคู่ต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง แต่ดูเหมือนว่าพรรคเพื่อไทยได้ก้าวข้ามพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
ยิ่งเห็นคำทำนายถึงผลการเลือกตั้งล่วงหน้า
ไม่ว่าจะมาจากกรุงลอนดอน ไม่ว่าจะมาจากสิงคโปร์ เบื้องต้นก็ระบุเพียงว่าจะชนะถล่มทลาย ต่อเมื่อไปปรากฏตัวที่กรุงปักกิ่งจึงชี้ลงมาชัดๆ
ชัดว่าพรรคเพื่อไทยจะได้มากกว่า 250
ตรงนี้เท่ากับยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยได้ก้าวข้ามพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทยไปแล้ว
ขณะที่พรรคประชาชนปฏิรูป พรรคพลังชาติไทย แทบไม่มีความหมาย
ทฤษฎี “สามก๊ก” ในทางการเมืองอันเสนอโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงไม่มีประโยชน์เพราะบทสรุปของพรรคเพื่อไทยมีเพียง “สองก๊ก” เท่านั้น
คือ เอา คสช. กับ ไม่เอา คสช.
อาจกล่าวได้ว่าในฐานะที่เป็นผู้ก่อรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 คสช.อาจอยู่ในสถานะเป็นผู้กำหนดเกม
เริ่มจากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557
จากนั้นก็เป็นบทบาทของ “แม่น้ำ 5 สาย” ที่มีเป้าหมาย 1 ชำระล้างคนของพรรคเพื่อไทย คนของพรรคพลังประชาชน คนของพรรคไทยรักไทย
หากไม่ถูกถอดถอน ก็ติดคุกติดตะราง
ขณะเดียวกัน เป้าหมาย 1 คือกำหนดกฎกติกาเพื่อนำไปสู่การจัดการกับพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย ให้สิ้นซาก
เพื่อเป็นหลักประกันในการสืบทอด “อำนาจ”
ไม่ว่าประกาศ ไม่ว่าคำสั่ง ไม่ว่ากฎหมาย ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ ไม่ว่าองค์กรอิสระ ล้วนดำรงจุดมุ่งหมายนี้ทั้งสิ้น
กระนั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ “การเลือกตั้ง”
เหมือนกับว่า คสช.จะเป็นผู้กำหนดเกมผ่านกระบวนการของ “การเลือกตั้ง” แต่ก็ต้องยอมรับว่าภายในกระบวนการของการเลือกตั้ง
ในที่สุดแล้วก็ขึ้นอยู่กับ “ประชาชน”
แม้ว่าการเลือกตั้งจะอยู่ภายใต้กฎกติกาอย่างที่ปัญญาชนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และรวมถึง กปปส.หมิ่นหยามว่า
เป็นการตัดสินใจ 4 วินาที
แต่ภายใน 4 วินาทีนั่่นแหละที่ความรู้สึกและความคิดของประชาชนได้สะสมบทเรียนและประสบการณ์มาอย่างต่อเนื่อง
จากรัฐประหารปี 2549 ถึง รัฐประหารปี 2557
จากเดือนกันยายน 2549 มายังเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เป็นเวลา 13 ปีที่ประชาชนรับรู้ทุกข์ สุข มาด้วยตนเอง
รู้ว่าจะเลือก “คสช.” หรือว่าจะ “ไม่” เลือก คสช.
ในเมื่อพรรคเพื่อไทยประกาศแนวทางของตนอย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ว่า 1 ไม่เอา คสช. และ 1 ไม่เอามรดกของ คสช.
จึงไม่เพียงแต่จะเสนอทางเลือกให้ “ประชาชน”
ตรงกันข้าม ได้เสนอทางเลือกให้กับพรรคการเมืองในสมรภูมิของการสู้รบด้วยว่า จะเลือกทิศทางใด จะไปในแนวทางเดียวกับ คสช. หรือปฏิเสธบทบาทของ คสช.
จึงไม่มี “สามก๊ก” หากมีเพียง “สองก๊ก” เท่านั้น

