การเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ก็เหมือนกับการเกิดขึ้นของพรรคพลังใหม่หลังสถานการณ์เดือนตุลาคม 2516
เพียงแต่ยุคนั้นยังเป็น “อนาล็อก”
ขณะที่สถานการณ์หลังรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม2557 ได้เข้าสู่ยุค “ดิจิทัล”แล้วอย่างเต็มพิกัด
ณ จุดนี้ทำให้พรรคอนาคตใหม่คล้ายกับพรรคพลังธรรม
ผลสะเทือนของพรรคอนาคตใหม่จึงตกกระทบกับพรรคประชาธิปัตย์โดยตรง
1 พื้นที่หลักของพรรคอนาคตใหม่ คือ คนในเมือง
ขณะเดียวกัน 1 ซึ่งสำคัญ พรรคอนาคตใหม่พยายามเจาะไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 7-8 ล้านคน
ไม่ว่าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ไม่ว่าในพื้นที่ภาคใต้ ไม่ว่าในพื้นที่ภาคกลาง
คู่ต่อสู้ของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย
เพราะพรรคเพื่อไทยเป็นรองพรรคประชาธิปัตย์อยู่แล้ว ไม่ว่าในกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าในภาคกลาง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ภาคใต้
พรรคอนาคตใหม่ต่างหากคือคู่สัประยุทธ์อันมากด้วยความแหลมคมสำหรับพรรคประชาธิปัตย์
ประเด็นสำคัญอยู่ที่”ธรรมชาติ”ของคนเมืองและคนรุ่นใหม่
คนเหล่านี้มีความอ่อนไหวอย่างเป็นพิเศษต่อประเด็นในทางการเมือง เหมือนที่เคยวูบวาบมาแล้วกับพรรคประชากรไทย พรรคพลังธรรม และพรรคไทยรักไทย
ตรงนี้หากพรรคอนาคตใหม่จับ”หัวใจ”ของคนเมืองและคนรุ่นใหม่ได้จะสร้างความเหน็ดเหนื่อยให้กับพรรคประชาธิปัตย์
โดยเฉพาะผลสะเทือนจากกรณี”รัฐประหาร”
อย่าได้แปลกใจหากนับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไปกลยุทธ์ของพรรคประชาธิปัตย์จะวางน้ำหนักไปยังพรรคอนาคตใหม่
ด้วยการผลักพรรคอนาคตใหม่ไปอยู่กับพรรคเพื่อไทย
ขณะเดียวกัน ก็ชูธงต้านพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่ไปด้วยกัน ซึ่งจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์เอนเอียงไปอยู่ข้างเดียวกับ”คสช.”มากยิ่งขึ้น
ผลก็คือ จะทำให้ยุทธศาสตร์”สามก๊ก”ของพรรคประชาธิปัตย์คลอนแคลน ไม่เป็นจริง

