‘สดศรี’เตือน5เสือกกต.รุ่นน้อง ดูความเหมาะสมก่อนบินไปดูงานตปท.

19.04.16 | 19:11 น.

“สดศรี”อดีต กกต.ออกโรงเตือน 5 เสือรุ่นน้อง ดูความเหมาะสมก่อนบินไปดูงาน ตปท. ยกเคสสมัยตนก็เคยมีบทเรียนมาก่อนแล้ว จี้แจงให้ชัดการกระทำแบบใดไม่ผิด กม.ประชามติ เผยกองทุนพัฒนาการเมืองรับงบแผ่นดิน 200 ล.ต่อปี เข้า พตส.ปีละ 10 ล. ที่ผ่านมาแบ่งงบกลางจ่ายเงินเดือน พนง.ให้ กกต.ทัวร์นอกปีละ 5 ล้าน

เมื่อวันที่ 19 เมษายน นางสดศรี สัตยธรรม อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีที่มีหนังสือร้องเรียนการไปดูงานต่างประเทศของ กกต. ว่า กกต.ต้องให้เหตุผลให้สังคมเข้าใจว่าทำไมจึงเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศในช่วงนี้ แม้จะมีการชี้แจงว่าการไปต่างประเทศไม่ส่งผลกระทบต่อการพิจารณากฎหมายหรือกระบวนการทำประชามติ แต่ก็ถือว่าช่วงนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญ อาจต้องมีการจัดประชุมกันบ่อยครั้ง ควรเลื่อนการเดินทางไปสักระยะ หรืออาจเป็นช่วงหลังการทำประชามติไปแล้ว เพราะการไปต่างประเทศถือเป็นเพียงกิจกรรมพิเศษของหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) ของสำนักงาน กกต. คนที่คอยดูแลนักศึกษาในหลักสูตรก็ไม่จำเป็นต้องเป็นกรรมการ กกต. สามารถให้เจ้าหน้าที่ระดับผู้อำนวยการหรือกรรมการประจำหลักสูตรที่มาจากหน่วยงานอื่น รวมทั้งอนุกรรมการที่สามารถทำหน้าที่ดูแลได้อยู่แล้ว อีกทั้งขณะนี้มีประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การทำประชามติที่แกว่งอยู่ ไม่ชัดเจนว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ แม้จะยังเป็นช่วงที่รอกฎหมายมีผลบังคับใช้ แต่การทำหน้าที่ชี้แจงเป็นสิ่งสำคัญที่ กกต.ต้องดำเนินการ ก่อนที่ความขัดแย้งจะไปถึงศาล

“ขณะนี้ กกต.ต้องทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้ประชาชน มีหลายการกระทำที่สุ่มเสี่ยงจะผิดกฎหมาย หาก กกต.ไม่ให้คำแนะนำ เช่น การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ใส่เสื้อรณรงค์รับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญว่าสรุปแล้วสามารถทำได้หรือไม่ กกต.ต้องวินิจฉัยชี้ขาดให้เกิดความชัดเจนก่อน อย่างไรก็ตาม แม้การไปดูงานต่างประเทศจะไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย แต่ก็อยู่ที่ความเหมาะสมของช่วงเวลา สมัยที่ตนยังดำรงตำแหน่งก็ยังเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดังกล่าว บทเรียนก็มีมาแล้ว ยิ่งตอนนี้ กกต.ถูกเพ่งเล็งอย่างมากในฐานะเป็นเจ้าภาพจัดประชามติ จึงให้อยากให้ใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบ” อดีต กกต.กล่าว

นางสดศรีกล่าวถึงการบริหารงานกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองของสำนักงาน กกต. ว่า กองทุนนี้เป็นกองทุนที่ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนงานพรรคการเมือง งบประมาณที่ใช้จ่ายในกองทุนเป็นงบประมาณของแผ่นดินที่รัฐบาลจัดสรรให้ประมาณปีละ 200 ล้านบาท ซึ่ง กกต.ก็จัดสรรงบให้แต่ละพรรคตามจำนวน ส.ส. หากพรรคใดมี ส.ส.มากก็จะได้งบสนับสนุนมาก พรรคละ 30 ล้านบาท ส่วนพรรคเล็กที่ไม่มี ส.ส.ก็จะได้งบประมาณในส่วนของค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ค่าเช่าอาคารสถานที่สาขาของพรรค ซึ่งไม่เกิน 100,000 บาท และต้องรายงานค่าใช้จ่ายให้กับ กกต.ทุกปี และจะมีการตรวจสอบว่าบัญชีค่าใช้จ่ายถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ อีกทั้งที่ผ่านมา กกต.ก็ได้มีการกันงบประมาณเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองไว้ เป็นการให้ความรู้แก่พรรคการเมืองประมาณปีละไม่เกิน 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบที่ใช้จ่ายใน พตส. ที่มาจากนักการเมือง พรรคการเมืองต่างๆ ข้าราชการและเอกชน กิจกรรมต่างๆ ของหลักสูตรเป็นการดูงานการเลือกตั้งตามจังหวัดต่างๆ การดูงานเลือกตั้งต่างประเทศ ที่ผ่านมา กกต.จัดงบให้นักศึกษา พตส.คนละ 20,000 บาทต่อคนในการใช้จ่ายดูงานต่างประเทศงบที่เกินจากนั้นนักศึกษาจะเป็นผู้ออกเองทั้งหมด

“การดูงานต่างประเทศของนักศึกษา พตส. กกต.จะเดินทางไปด้วย แต่ค่าใช้จ่ายของ กกต.นั้นมาจากงบประมาณกลางที่รัฐบาลจัดสรรให้ใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งท้องถิ่น รวมถึงการจ่ายเงินค่าตอบแทนพนักงานไม่สามารถใช้งบของหลักสูตร พตส.ได้ ซึ่งที่ผ่านมา กกต.จะกันงบกลางไว้ประมาณ 5 ล้านบาท ก็ไม่แน่ใจว่า กกต.ชุดนี้ปรับเพิ่มงบการดูงานต่างประเทศหรือไม่” อดีต กกต.กล่าว

Advertisement

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองนี้เป็นเป็นกองทุนที่ให้การสนับสนุนพรรคการเมืองโดยรัฐ เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 บทเฉพาะกาล มาตรา 328 ประกอบ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 56 ได้กำหนดให้มีกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองในสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนและใช้จ่ายในการสนับสนุนพรรคการเมือง การพัฒนาพรรคการเมือง การสนับสนุนทางการเมือง หรือประโยชน์อย่างอื่นแก่พรรคการเมือง และให้อำนาจ กกต.เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานของกองทุน โดย กกต.กำหนดกรอบการใช้จ่ายของกองทุน อาทิ เพื่อสนับสนุนกิจการพรรคการเมืองตามแผนงานไม่น้อยกว่า ร้อยละ 60 แต่ไม่เกินร้อยละ 80 ของวงเงินรายจ่ายในแต่ละปี ใช้เป็นทุนพัฒนาพรรคการเมืองของสำนักงาน กกต. เป็นทุนการศึกษาวิจัยพัฒนาพรรคการเมือง สนับสนุนค่าไปรษณียากร ค่าสาธารณูปโภค และด้านอื่นๆ แก่พรรคการเมือง การบริหารกองทุน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม รายได้หลักของกองทุนนั้นมาจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี ประมาน 200 ล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ พรรคการเมืองที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรเงินสนับสนุนจากกองทุนต้องเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับการจดแจ้งการจัดตั้งจากนายทะเบียนพรรคการเมือง และได้ดำเนินการให้มีสมาชิกพรรคการเมืองอย่างน้อย 5,000 คนและสาขาพรรคการเมืองอย่างน้อย 4 สาขาด้วย ซึ่งเงินงบประมาณที่จัดสรรจะไม่เท่ากันตามจำนวนสมาชิกแต่ละพรรคที่มีอยู่ หากเป็นพรรคใหญ่ก็จะได้เงินสนับสนุนมากกว่าพรรคเล็ก อย่างไรก็ตาม พรรคการเมืองที่ได้รับเงินสนับสนุนต้องใช้จ่ายเงินสนับสนุนให้เป็นไปตามโครงการและแผนงาน และจะต้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองในรอบปีปฏิทินให้ถูกต้องตามความเป็นจริงและยื่นต่อ กกต.ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป

สำหรับคณะกรรมการกองทุนชุดนี้ มีทั้งหมด 10 คน ประกอบด้วย 1.นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการกองทุน 2.นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ กกต.ด้านพรรคการเมือง 3.นายกมล บันไดเพชร ผู้แทนจากพรรคเพื่อไทย 4.น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ พรรคประชาธิปัตย์ 5.นายสยมภู เกียรติสยมภูกิจสังคม 6.นายวรัชญ์ เพชรร่วง ผอ.กองกำกับและพัฒนาระบบ ผู้แทนกระทรวงการคลัง 7.นายธรรมศักดิ์ สัมพันติกูล รอง ผอ.สำนักงบประมาณ 8.นายนเรศ สุจริตวงษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 9.นายประวิง คชาชีวะ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และ 10.นายบุณยเกียรติ รักชาติเจริญ รองเลขาธิการ กกต. ในฐานะรักษาการเลขาธิการ กกต. ดำรงตำแหน่งกรรมการและเลขานุการกองทุน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การไปดูงานต่างประเทศของ กกต. แต่ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการแต่อย่างใด โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ได้เดินทางไปประเทศออสเตรีย ระหว่างวันที่ 18-26 เมษายน นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.เดินทางไปสหรัฐอเมริกา วันที่ 19-29 เมษายน ส่วนนายบุญส่ง น้อยโสภณ จะเดินทางไปสกอตแลนด์วันที่ 30 เมษายน-8 พฤษภาคมนี้