น.2รายงาน : ‘สมคิด’โชว์ตัวเลข ศก. ปลุกลงทุน‘ไทย’ศูนย์กลางดาวจรัสแสง

30.08.18 | 13:13 น.

หมายเหตุ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน “Thailand Focus 2018 : The Future is Now” จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่โรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ และปาฐกถาพิเศษเรื่อง Thailand Strategic Plan and Reforms : แผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศไทย มีนักธุรกิจ นักลงทุน ในแวดวงเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน ทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมจำนวนมาก เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม

ในนามของรัฐบาลไทยขอต้อนรับนักลงทุนทุกท่านและขอขอบคุณตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ได้จัดงานไทยแลนด์โฟกัสมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ทันสถานการณ์ของพัฒนาการของประเทศไทยแก่นักลงทุนทั่วโลก เมื่อปี 2547 หรือเมื่อ 14 ปีที่แล้ว ผมในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น ได้ผลักดันให้มีการจัดงานขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อให้นักลงทุนทั่วโลกได้รับรู้ถึงการฟื้นตัวเศรษฐกิจและสภาพของตลาดทุนประเทศภายหลังจากที่ประเทศต้องเผชิญกับความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540

ช่วงเวลาที่ผ่านมาแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่ยาวนานนัก แต่ประเทศไทยได้เผชิญกับความท้าทายจากภายนอกประเทศและจากสถานการณ์ภายในประเทศโดยเฉพาะในช่วง 10 ปีหลังที่ไทยต้องเผชิญกับความขัดแย้งทางสังคมและความผันผวนทางการเมืองจนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อ 4 ปีที่แล้ว รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เข้ามาบริหารประเทศในช่วงที่ประเทศขาดเสถียรภาพขาดความเชื่อมั่น และเศรษฐกิจถดถอย ด้วยอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในขณะนั้นเพียง 0.9%

ในช่วงเวลานั้น แม้จะดูเหมือนว่าเป็นวิกฤตการณ์ของประเทศแต่รัฐบาลได้เปลี่ยนช่วงเวลานั้นเป็นโอกาสในการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง ทางด้านเศรษฐกิจนั้นด้วยความสนับสนุนจากนายกรัฐมนตรี ผมและคณะทำงานด้านเศรษฐกิจได้มีการประกาศ 2 ภารกิจสำคัญ คือ การฟื้นเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นกลับมาโดยเร็ว สองคือเร่งปฏิรูปเพื่อปรับโครงสร้างประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

จากวันนั้นถึงวันนี้เวลาล่วงมา 3 ปีแล้ว ภารกิจแรกเป็นที่ประจักษ์ชัดเจน การขยายตัวเศรษฐกิจขยายตัวมาเป็นลำดับอย่างมีเสถียรภาพและต่อเนื่องจากปี 2557 ที่ขยายตัว 0.9% มาเพิ่มเป็น 2.9% ในปี 2558 และ 3.2% ในปี 2559 และปี 2560 ที่ผ่านมาที่ 3.9% และไต่ขึ้นสู่ระดับ 4.8% ในช่วงครึ่งปีแรก 2561 ที่ผ่านมาสะท้อนการขยายตัวที่มั่นคง มีเสถียรภาพและคาดว่าทั้งปี 2561 จีดีพีน่าจะสูงกว่าทุกตัวเลขที่เคยประมาณการมา ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมามีการประเมินตัวเลขทั้งจากสถาบันในประเทศและต่างประเทศแต่สถาบันทั้งหลายต้องเปลี่ยนแปลงตัวเลขทุกปี เพราะรัฐบาลทำงานหนักและต้องการทำให้ดีที่สุด เพื่อให้การขยายตัวนั้นมีความมั่นคง เข้มแข็งและมีเสถียรภาพอย่างเต็มที่

Advertisement

ทั้งนี้ ที่สำคัญดัชนีทุกตัวของเศรษฐกิจดีขึ้น ทั้งการบริโภค ความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ การส่งออกช่วงครึ่งปีแรก 2561 ขยายตัวกว่า 10% และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องเมื่อเทียบกับการขยายตัวทั้งปีที่เคยคาดการณ์ว่าจะขยายตัวได้ 8% อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังการขยายตัวไม่ได้เป็นเพราะการส่งออก แต่เพราะความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นทำให้คนกล้าบริโภค รัฐบาลลงทุนทำให้เอกชนกล้าลงทุน สิ่งเหล่านี้สะท้อนการฟื้นตัวเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น ซึ่งการลงทุนขยายตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากคำขอส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จาก 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2558 เป็น 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2560 และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และเศรษฐกิจยังได้รับการขยายตัวจากการท่องเที่ยวทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาและมูลค่าการใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นการเติบโตเศรษฐกิจภายใต้อัตราเงินเฟ้อประมาณ 1% ซึ่งไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยความเข้มแข็งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ช่วยดูแล ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีต่ำเพียง 40% เท่านั้น

ฉะนั้นผมจึงกล้าออกตัวว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยนั้นฟื้นตัวโดยสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัญหาที่จะต้องแก้ไขในระยะข้างหน้าคือความไม่เท่าเทียมและความเหลื่อมล้ำ เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องช่วยกัน

แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวชัดเจนและมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่ภารกิจที่สำคัญกว่านั้นคือจะทำอย่างไรให้การขยายตัวนั้นมีความสมดุลและยั่งยืนต่อไป จึงเป็นที่มาของการปฏิรูป ผมมีความเชื่อมั่นว่าโอกาสเป็นของประเทศไทยจะสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสเหล่านี้ก้าวไปสู่จุดที่สูงขึ้นและดีขึ้นกว่านี้ แต่ต้องมีความมุ่งมั่นจริงจังในการขับเคลื่อนและแก้ไขจุดอ่อนเพื่อสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจใหม่รองรับการเปลี่ยนแปลงในระยะข้างหน้า มีปัจจัยอย่างน้อย 2 ประการที่ทำให้มั่นใจว่าโอกาสกำลังเป็นของประเทศไทย

ประการแรก คือ แรงสนับสนุนจากปัจจัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจยุโรปถดถอย สหรัฐเน้นนโยบายอเมริกามาก่อน เอเชียกำลังกลายเป็นกงจักรสำคัญและกลายเป็นความหวังใหม่ของเศรษฐกิจโลก ด้วยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ก้าวกระโดดและไม่เพียงแต่ชาติใหญ่เท่านั้น อาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย หรือกลุ่มซีแอลเอ็มวีที ที่กำลังเป็นดาวจรัสแสงแห่งภูมิภาคด้วยจีดีพีที่ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 6-8% ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา โดยกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีทีมีประชากรรวมกันกว่า 200 ล้านคน แต่ยังเป็นแหล่งแรงงานและซัพพลายเชนที่สำคัญ และในห้วงเวลาที่จีนกำลังขับเคลื่อนนโยบาย หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง หรือ One Belt One Road (OBOR) ที่มุ่งลงใต้ผ่านไทย และญี่ปุ่นกำลังเป็นผู้ผลักดันข้อตกลง ครอบคลุมและก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนการค้าภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership) หรือ CPTPP และแนวคิดความร่วมมือในเอเชียแปซิฟิกที่กำลังถูกขับเคลื่อนโดยสหรัฐ จีนและญี่ปุ่น และที่กำลังจะเห็นผลในเร็วๆ นี้ คือ ความร่วมมือเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียนบวก 6 ที่ครอบคลุมจำนวนประชากรกว่าครึ่งโลกคาดว่าจะเปิดตัวในปลายปีนี้ ซึ่งอาเซียนและกลุ่มซีแอลเอ็มวีทีอยู่ใจกลางภูมิภาคเหล่านี้ ในอนาคตการสร้างความเชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อของกลุ่มซีแอลเอ็มวีทีและอาเซียนกำลังเป็นพันธกิจร่วม ยิ่งสร้างและหนุนให้ภูมิภาคแถบนี้เป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุน

ล่าสุด การประชุมผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (แอคเมคส์) เป็นครั้งแรกที่ได้จัดทำมาสเตอร์แพลนอนุภูมิภาคนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมโยง 3 เสาหลัก มีการเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อทั้ง 5 ประเทศในด้านการคมนาคมและอื่นๆ การเชื่อมโยงทางยุทธศาสตร์ ทั้งท่องเที่ยว คมนาคม พลังงาน การค้าลงทุน เป็นต้น และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ร่วมกัน เป็นครั้งแรกที่การดำเนินงานในอนาคตจะมีการหารือร่วมกันจากในอดีตต่างคิดต่างทำ ในขณะที่ชาติใหญ่อย่างจีน ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย หรืออื่นๆ เวลาที่จะเข้ามาช่วยเหลือผ่านกลไกของประเทศตัวเอง ดังนั้น การมีมาสเตอร์แพลน แต่ละชาติที่เข้ามาเกาะเกี่ยวทำงานร่วมกันในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ จากการหารือร่วมกับ นายหวัง หย่ง มนตรีแห่งรัฐ สาธารณรัฐประชาชนจีน จีนก็เห็นด้วย สำหรับไทยที่เป็นศูนย์กลางโดยธรรมชาติที่จะช่วยเกื้อกูลให้ประเทศเพื่อนบ้านก้าวไปด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องแข็งแรงและก้าวหน้าไปด้วยกัน ทำให้ที่ผ่านมาเห็นว่าการลงทุนจากธุรกิจใหญ่ อย่างหัวเว่ย เจดีดอทคอม ไม่ได้เข้ามาลงทุนสำหรับไทยเท่านั้นแต่ขยายไปยัง 4 ประเทศด้วย นี่จึงเป็นโอกาสของไทย

ทั้งนี้ ไทยเองที่จะเป็นคนตัดสินว่าจะใช้โอกาสอย่างไร ต้องทำให้ตัวเองเข้มแข็งและดีที่สุดเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลาง และผมมั่นใจว่าการปฏิรูปประเทศในช่วงที่ผ่านมาจะสามารถไม่เพียงช่วยซ่อมแซมประเทศ แต่ยังปรับเปลี่ยนประเทศไทยที่ประกอบไปด้วย ข้อแรก การเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการรถไฟฟ้าในส่วนกลางและภูมิภาค รถไฟความเร็วสูง ไทย- จีน รถไฟรางคู่ โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังและมาบตาพุด โครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน และรถไฟเชื่อมสู่ท่าเรือ เป็นต้น

ประการที่สอง การก้าวจากประเทศที่ผลิตสินค้าราคาต่ำเปลี่ยนไปสู่การเน้นสร้างวิทยาการและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมเดิมที่มีอยู่ โดยได้มีการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่คิดว่าสามารถแข่งขันได้ในอนาคต และหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายดังกล่าวคือการลงทุนอย่างมหาศาลในการทำโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ครอบคลุมสามจังหวัดได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เป็นโครงการที่เราสร้างไว้เพื่อรองรับการเติบโตของภูมิภาคในอนาคต และจะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับไว้เพื่อให้อีอีซีเป็นฐานที่เชื่อมโยงไทยและภูมิภาคซีแอลเอ็มวีไปสู่ตลาดโลก

และสุดท้าย การขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่ดิจิทัลที่กำลังเปลี่ยนทุกอย่างจากระบบอนาล็อกสู่ระบบดิจิทัล และรัฐบาลมีการพัฒนาไปสู่รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Government ซึ่งจะสมบูรณ์ในอนาคต สำหรับตลาดทุนของประเทศไทยปัจจุบันมีบริษัทที่เข้มแข็งอยู่เป็นจำนวนมาก ช่วงสี่ปีที่ผ่านมานั้น ดัชนีจาก 1,400 จุด ปัจจุบันมาอยู่ที่เฉลี่ย 1,700 จุด มีมูลค่ากว่า 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 1.20 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ช่วงเดียวกันนี้จีดีพีเพิ่มขึ้น 2 ล้านล้านบาท จึงเป็นการเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงประเทศ ซึ่งพื้นฐานที่รัฐบาลวางไว้จะเป็นสิ่งที่ดีต่ออนาคตและการขยายตัวของประเทศในระยะยาว