สถานีคิดเลขที่ 12 : ตู่ไปต่อ แต่ป้อมพอแล้ว : โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

31.08.18 | 12:45 น.

เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง เอ่ยปากในการให้สัมภาษณ์ เป็นคลิปฮือฮาในโซเชียลขณะนี้ โดยพูดถึงอนาคตทางการเมืองของตนเองว่า “ผมพอแล้ว” และต่อด้วยเหตุผลที่ว่า “โดนด่าพอแล้ว”

ทั้งยังยืนยันซ้ำอีก เมื่อถามว่า ถ้าหาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังคงได้ทำหน้าที่ต่อในสมัยหน้า จะยังมาช่วยต่ออีกหรือไม่

คำตอบจาก พล.อ.ประวิตรก็คือ “พอแล้ว โดนด่าพอแล้ว โดนด่าตลอด”

ถ้าประเมินจากท่าทีในวันนี้ เท่ากับว่าหากแผนปูทางให้บิ๊กตู่เป็นนายกฯต่อไปหลังการเลือกตั้ง ยังเป็นเช่นเดิมและบรรลุเป้าหมาย

การไปต่อของบิ๊กตู่ จะไม่มีบิ๊กป้อมเป็นกำลังหนุนสำคัญให้อีกต่อไป

Advertisement

เป็นเพราะอะไร

แม้ในด้านสุขภาพ อาจมีส่วนให้ พล.อ.ประวิตร คิดเรื่องวางมือทางการเมือง

แต่ถ้าเป็นแค่เรื่องนี้ ย่อมไม่มีเหตุผลจำเป็นอะไรต้องออกมาบอกกล่าวข้ามปีว่าผมพอแล้ว ยิ่งการพูดถึงหลังเลือกตั้งในต้นปี 2562 ว่าถ้าหากบิ๊กตู่ยังเป็นนายกฯต่อ ก็คงพอแล้วอีกเช่นกัน

อย่างนี้ไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมของ คสช.เท่าใดนัก ยิ่งกำลังเดินหน้าต่อท่อ มีกลุ่มสามมิตรออกเดินสายดูดอดีต ส.ส.ไปทั่ว

ย่อมต้องเกิดประเด็นคำถามว่า แล้วทำไมพี่ใหญ่จึงมาประกาศจะยุติบทบาทล่วงหน้าขนาดนี้

จุดสำคัญของคำให้สัมภาษณ์ที่ว่า “ผมพอแล้ว” นั้น ชัดเจนว่าพ่วงด้วยคำอธิบายว่า “โดนด่าพอแล้ว”

“ด่าตลอดจริงๆ ผมทำแทบตาย ผมได้อะไรขึ้นมา โดนด่าอย่างเดียว ไม่ได้อะไรเลย”

โดนด่าพอแล้ว โดนด่าตลอด คำนี้บอกได้ชัดว่า เป็นเรื่องความเจ็บช้ำใจและกลายเป็นการฉุนขาด

ย้อนมองรัฐบาล คสช.ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เห็นภาพโดยตลอดเลยว่า อะไรๆ ก็มาลงที่บิ๊กป้อมคนเดียวทั้งหมดจริงๆ

ทั้งที่หากไม่มองด้วยสายตาซื่อใสไร้เดียงสาก็รู้ได้ว่า กอดคอรัฐประหารกันมา แบ่งหน้าที่บทบาทในหมู่แกนนำ คสช.ทำกันไปคนละด้าน ดูแลคนละกระทรวงสองกระทรวง

ปัญหาจะมาเกิดกับบิ๊กป้อมคนเดียวได้อย่างไร

ก็ร่วมหารือกัน ร่วมกันคนละไม้คนละมือ รู้เห็นกันทั้งหมด

ที่เจ็บช้ำที่สุดก็พวกกองหนุน กองเชียร์ โดยเฉพาะพวกที่งัดเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นไปล้มรัฐบาลเพื่อไทย ไปๆ มาๆ ก็ชักห่วงรัฐบาลทหารที่ร่วมกันสนับสนุนจะซวนเซเดินเป๋หนัก ก็เลยเอาทุกอย่างมาใส่ที่บิ๊กป้อมคนเดียว

ล่าสุดกดดันกันจนชื่อของ พล.อ.ประวิตรหลุดไปจาก คตส.

เล่นกันขนาดนี้ น่าเชื่อว่านี่แหละคือที่มาของ “ผมพอแล้ว”

แล้วที่น่าขบคิดก็คือ เรื่องนาฬิกา มันหนักหนากว่าเรื่องประมูลก่อสร้าง เรื่องโรงขยะ อะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย อย่างนั้นหรือ

ถ้ากองหนุน กองเชียร์ บอกว่าใช่ ก็คงเป็นจุดแตกหัก ที่จะไม่มีพี่ใหญ่เป็นกำลังสำคัญต่อไปในอนาคตหลังเลือกตั้ง

ไหนจะต้องเผชิญหน้ากับเหล่า ส.ส.ฝีปากกล้าในสภาผู้แทนฯ ไม่มี ม.44 ไม่มีบิ๊กป้อม อันรวมถึงการเชื่อมต่อกับกองทัพด้วย

อนาคตของผู้นำการเมืองหลังเลือกตั้ง ช่างโดดเดี่ยวและดูหนักหนาสาหัสไม่น้อย