ไม่ว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง จากพรรคเพื่อไทย หรือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ สรุปตรงกันต่อสภาวะบิดเบี้ยว ทางการเมืองปัจจุบัน
ดังที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ระบุ
“คสช.เคยกล่าวอ้างว่าจะเข้ามาเป็นกรรมการเพื่อปฏิรูปการ เมือง แต่สุดท้ายกรรมการที่เป็นคนกลางกลับจะลงมาเป็นผู้เล่นเสียเอง”
หรือที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนยัน
“หลายเรื่องเกี่ยวพันกับผู้มีอำนาจจะเปลี่ยนสภาพตัวเองจาก กรรมการเป็นผู้เล่น”
จาก “กรรมการ” มาเป็น “ผู้เล่น” นี่แหละสำคัญ
ความจริงเจตจำนงที่ “กรรมการ” มีความต้องการมาเป็น “ผู้เล่น” นั้นแทบมิได้เป็นความลับอะไรเลย
แค่อ่าน “รัฐธรรมนูญ” ก็เห็นทะลุปรุโปร่ง
แค่เห็นการหว่านโปรยเงินผ่าน “ครม.สัญจร” ไปในแต่ละพื้นที่ก็มองเห็นจากคอหอยไปถึงลำไส้
แต่ที่นึกไม่ถึงก็คือ ทำไมพิรี้พิไรได้ระดับนี้
ตัวอย่างง่ายๆก็คือ ทั้งๆที่พรป.ว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลตั้งแต่เมื่อเดือนเมษายน 2560 แล้ว แต่ก็ออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 ออกมา ตามข้อเสนอของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ นายไพบูลย์ นิติตะวัน
อันเท่ากับเป็นการแก้ไขพรป.ว่าด้วยพรรคการเมือง
อันเท่ากับเป็นการเซ็ตซีโรพรรคการเมืองเก่า อันเท่ากับไม่สามารถหาสมาชิกเพื่อตระเตรียมในการทำไพรมารีโหวตได้
แล้วก็ตระเตรียมออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับใหม่ออกมาอีก
คิดหรือว่าพรรคเพื่อไทยมองไม่ออก คิดหรือว่าพรรคประชาธิปัตย์มองไม่ออก
ยิ้มเห็นแก้ม แย้มเห็นไรฟัน “คสช.” ล่อนจ้อน
ไม่ว่าพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์ จึงทอดตามองลีลาอันมาจากคสช.อย่างเข้าใจ โดยเฉพาะต่อ “ไพรมารีโหวต”
คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 53/2560 มาจากพรรครวมพลังประชาชาติไทย กับ พรรคประชาชนปฏิรูป คำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับใหม่จึงมาจากพรรคพลังประชารัฐ
เท่ากับเปิดทางสะดวกให้กับ “พลังดูด” เป็นสำคัญ

