ดูเหมือนว่า เดือนกันยายนนี้ทุกอย่างจะปรากฏให้เห็นความแจ่มชัดทางการเมืองขึ้น
ภายในเดือนกันยายน คาดว่าร่าง พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง ส.ว.และร่าง พ.ร.ป.การเลือกตั้ง ส.ส. จะสามารถประกาศใช้
สำหรับการได้มาซึ่ง ส.ว. หากมีการประกาศใช้ก็จะเริ่มมีผลทันที ส่วนการเลือกตั้ง ส.ส.นั้นต้องรอไปอีก 90 วันถึงจะมีผลบังคับ
ทั้งนี้ เป็นไปตามความต้องการของ สนช. ที่ได้บัญญัติข้อความเอาไว้
อย่างไรก็ตาม หาก พ.ร.ป.ทั้ง 2 ฉบับประกาศใช้ก็หมายความว่า การเลือกตั้งจะนับถอยหลัง
นอกจากนี้ เดือนกันยายนยังเป็นเดือนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับปากว่าจะตัดสินใจเลือกหนทางทางการเมือง
ตัดสินใจว่าจะอยู่กับพรรคการเมืองใด
ในเดือนกันยายนเช่นกัน พรรคพลังประชารัฐ ที่คาดหมายกันว่าจะเป็นพรรคหลักของ คสช. มีกำหนดไว้ว่าจะเปิดประชุม
และเดือนกันยายนนี้อีกเช่นกันที่ คสช.จะ “คลายล็อก” ให้ฝ่ายการเมือง
เท่ากับว่า กันยายนคือเดือนที่มีนัยยะทางการเมืองไทยชัดแจ้ง
เลือกตั้งตามโรดแมป
การคลายล็อกคือสัญญาณที่ คสช. และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บ่งบอกว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้น
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุว่า คสช.จะใช้ ม.44
คลายล็อกให้ฝ่ายการเมืองได้ทำ 6 ข้อใหญ่ 9 เรื่อง
6 ข้อใหญ่ ประกอบด้วย 1.พรรคการเมืองจัดประชุมใหญ่ เพื่อรับสมัครสมาชิกเพิ่มเติมได้ 2.ให้ความเห็นเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งได้ 3.สามารถดำเนินการเกี่ยวกับไพรมารีโหวตได้ 4.ตั้งกรรมการเพื่อสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ 5.ติดต่อประสานงานกับสมาชิกได้
และ 6. เปิดให้เลือกตั้งหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารได้
การคลายล็อกดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อ พ.ร.ป. 2 ฉบับดังกล่าวประกาศใช้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังห้ามการหาเสียง
ความจริงแล้วเมื่อ คสช. ประกาศชัดเจนว่าจะ “คลายล็อก” ก็ทำให้สถานการณ์ดูดีขึ้น เพราะทุกฝ่ายเริ่มมั่นใจว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปตามโรดแมป
และเมื่อมีมติว่าจะ “คลายล็อก” ทุกฝ่ายก็เริ่มมั่นใจเข้าไปอีกว่ามีเลือกตั้งแน่
การทำตามคำพูดครั้งนี้ ทำให้ คสช.พ้นข้อครหาเรื่อง “ผิดสัญญา” แตกต่างจากหลายครั้งที่ผ่านมาที่ คสช.โดนข้อหา “ผิดสัญญา”
อย่างไรก็ตาม การทิ้งท้ายด้วยข้อเสนอของนายวิษณุเรื่องไพรมารีโหวตว่าจะนำแนวทางของ กรธ.มาใช้แทนข้อกำหนดกฎหมายที่ สนช.ปรับปรุง ได้ถูกครหาอีกครั้งว่า “เอื้อเฟื้อต่อพรรคใหม่ที่หนุน คสช.”
ก่อนหน้านี้ มีหลากหลายข้อกล่าวหาที่ระบุว่า กลไกรัฐในปัจจุบันเอื้อให้ คสช.อยู่ต่อ ทั้งกฎหมายใหญ่ ทั้งกฎกติกาย่อย
กระทั่งความเคลื่อนไหวของกลุ่ม 3 มิตรก็กลายเป็นข้อหาที่กล่าวถึงความเป็นกลางของ “กรรมการ”
เมื่อนายวิษณุนำเสนอเนื้อหาไพรมารีโหวต แม้จะให้เหตุผลว่า เมื่อ กรธ.เป็นผู้เสนอ ย่อมไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญที่บังคับให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้สมัคร
แต่การดำเนินการดังกล่าวก็ถูกโจมตีจากฝ่ายการเมืองว่า เอื้อพรรคใหม่
โดยเฉพาะพรรคที่มีแนวโน้มสนับสนุน คสช.
สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ
น่าสังเกตว่า ณ บัดนี้ การเรียกร้องของฝ่ายการเมืองเริ่มมีเสียงดังมากขึ้นกว่าช่วงหลังการรัฐประหาร
แม้ คสช.ยังมีอำนาจอยู่ แต่ดูเหมือนการใช้อำนาจกับฝ่ายการเมืองในขณะนี้จะไม่ได้ดังใจนัก ทั้งนี้เพราะมีการ “เปรียบเทียบ” ความได้เปรียบเสียเปรียบออกมาให้สังคมเห็น
และดูเหมือนว่า สังคมก็เห็น และกำลังจ้องมองอยู่ว่า ข้อมูลที่ฝ่ายการเมืองกล่าวหานั้นเป็นจริงเท็จประการใด
ยิ่งในปัจจุบัน สื่อโซเชียลผลักดันให้ทุกคนสามารถสื่อสารกับสังคมได้ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารผ่านทางไลน์ ผ่านทางเฟซบุ๊กผ่านทางทวิตเตอร์ และอื่นๆ
ทุกอย่างดูเหมือนว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้ในทันที ยากที่จะทัดทาน
เรื่องนี้่ คสช.คงเล็งเห็น จึงคุมเข้มการใช้โซเชียลหาเสียง ซึ่งตามข่าวที่ระบุล่าสุด ทราบว่าต้องการให้เฟซบุ๊ก และไลน์ของพรรคการเมืองสื่อสารได้เฉพาะสมาชิก ไม่สามารถสื่อสารกับสาธารณะได้
แต่ดูเหมือนว่า ข้อห้ามดังกล่าวกำลังถูกตั้งคำถาม
คำถามในเรื่องเสรีภาพ เพราะในโลกเสรีเขาเปิดให้ใช้โซเชียลหาเสียงได้
จากสถานการณ์ทั้งหมดที่ปรากฏ บ่งบอกให้เห็นว่า การใช้ “กฎเหล็ก” ในระยะหลัง อาจไม่ได้ผลเหมือนตอนแรกที่กองทัพยึดอำนาจ
ยิ่ง คสช.เองก็มีเจตนาจะมีตัวแทนในเวทีการเมืองในรัฐบาลเลือกตั้งด้วยแล้ว
ยิ่งทำให้ คสช.กลายเป็นคู่แข่งขันในสนามการเมือง มิใช่ “กรรมการ” คนคุมเกมอีกต่อไป
ดังนั้น การใช้กฎกติกาของ คสช. จึงไม่มีพลังเหมือนเก่า
การต่อสู้ของ คสช.บนวิถีการเมืองต่อไปจึงต้องพึ่งพานโยบาย
ต้องพึ่งพาผลงานที่ทำไว้สมัยเป็นรัฐบาล เลือกเน้นเอานโยบายที่ทำแล้วได้ผลเป็นรูปธรรม
การแข่งขันตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป เป็นการแข่งขันทางการเมือง
มาตรการต่อสู้ทางการเมืองจึงไม่ใช่เรื่องกำลังทางทหาร
หากแต่เป็นเรื่องความพึงพอใจของประชาชน
พอใจที่จะเลือกใครก็ได้เป็น ส.ส. พอใจที่จะร่วมกันสนับสนุนใครก็ได้เป็นพรรครัฐบาล
การเลือกตั้ง ทำให้ คสช.เปลี่ยนจาก “กรรมการ” ที่เข้ามายึดอำนาจ กลายไปเป็น “คู่แข่งขัน” กับฝ่ายการเมือง
การเลือกตั้งทำให้ประชาชนได้กลับมาเป็น “กรรมการ” คนตัดสินอีกครั้ง
เมื่อประชาชนเป็นผู้เลือก ประชาชนย่อมมีความสุขกับการได้เลือก
การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการ “คืนความสุข”
แน่นอนย่อมเป็นความสุขของผู้เลือก คือประชาชน
แต่จะเป็นความสุขของ คสช.หรือไม่
หรือจะเป็นความสุขของพรรคการเมืองใดที่ได้รับเลือกให้
เป็นรัฐบาล
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน

