หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการด้านการสื่อสารต่อกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เตรียมแก้ไขคำสั่งควบคุมพรรคการเมืองในการใช้โซเชียลมีเดียกรณีที่ต้องติดต่อกับสมาชิกพรรค เช่น ไลน์ แต่ถ้าไม่ใช่สมาชิก นั่นคือการหาเสียง เช่นเดียวกับเฟซบุ๊ก ที่จะไม่สามารถเปิดเป็นสาธารณะเพราะจะเข้าสู่วิธีการหาเสียง

นันทนา นันทวโรภาส
วิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก
ในแง่ของการใช้สื่อออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย เป็นเรื่องควบคุมยาก ผู้เกี่ยวข้องจะได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ประชาชนอาจชื่นชอบหรือพอใจกับแนวทางของนักการเมืองบางคน อยากแชร์ความคิด ข้อเสนอแนะเหล่านั้น ถ้ามีข้อห้ามว่าห้ามทำ ห้ามแชร์ ห้ามนำเสนอ เสมือนเป็นการปิดกั้นให้คนทั่วไปไม่สามารถนำเสนอความคิดของตัวเอง หรือแชร์ความคิดเห็นที่สนับสนุนออกไปได้ ถ้าบอกว่าใครทำแล้วมีโทษ เป็นความผิด อันนั้นผลกระทบกว้างขวางมาก เนื่องจากเวลาคนแชร์ความเห็นที่เขาเห็นด้วยก็มี บางคนแชร์ความเห็นที่ไม่เห็นด้วยเพราะต้องการประจาน หรือเพื่อแสดงให้เห็นว่าความคิดนั้นแย่ หากเขาได้รับผลกระทบในแง่ที่ว่า ถ้าคุณแชร์ไป คุณมีความผิดด้วย นี่เป็นเรื่องที่ทั้งสังคมได้รับผลกระทบทั้งหมด
คนทั้งสังคมถูกลิดรอนสิทธิมนุษยชนในแง่ความคิด การแสดงออก ซึ่งการปิดกั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่ไม่ควร เพราะเรามี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งครอบคลุมกว้างขวางมากอยู่แล้ว ไม่ควรมีอะไรปิดกั้นเพิ่มเติมมากกว่านี้ ควรจะปล่อยให้เป็นความคิดที่หลากหลายในสังคม นำเสนอสิ่งที่พรรคการเมืองหรือนักการเมืองต่างๆ ได้มีข้อเสนอแนะหรือความคิดเห็นที่เขาอยากจะเสนอต่อบ้านเมือง
อย่างไรก็ตาม ต้องถาม คสช.ว่า ขอบเขตของการหาเสียงกว้างขวางหรือครอบคลุมอะไรบ้าง หากนักการเมืองประกาศตัวว่าเขาชื่ออะไร สังกัดพรรคอะไร มีแนวโน้มที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งหน้า แบบนี้เป็นการหาเสียงหรือไม่ หรือเขาเห็นปัญหาเป็นแบบนี้ ต้องการแก้ไขเช่นนี้ ลักษณะนี้เป็นการหาเสียงหรือไม่ แล้วการที่นำเสนอออกไปแล้วมีคนเห็นด้วย แชร์เขา อันนี้อยู่ในข่ายของการช่วยหาเสียง หรือมีความผิดด้วยหรือไม่ ตรงนี้ คสช.ต้องระบุให้ชัด
หากใช้วิธีการพูดคำว่าหาเสียง เมื่อนักการเมืองจะเขียนหรือโพสต์อะไรก็เป็นการสื่อสารที่แสดงถึงการหาเสียงทั้งหมดหรือไม่ ทำให้นักการเมือง หรือคนที่แสดงตัวว่าลงรับสมัครเลือกตั้งครั้งหน้าจะเขียน พูด คิด แสดงออก สื่อสารไม่ได้เลย ถ้าไม่ชัดเจนขนาดนี้ เชื่อว่าคนที่พูดได้น่าจะมีแต่ผู้ที่อยู่ซีกข้าง คสช.และรัฐบาลเท่านั้น
ในระบอบประชาธิปไตยนั้น ยิ่งนักการเมืองหรือพรรคการเมืองสื่อสารกับประชาชนมาก ประชาชนจะยิ่งได้ประโยชน์มาก เพราะยิ่งเขาพูดว่าจะทำอะไร เสนออะไร คิดว่าอะไรเป็นปัญหา บอกว่าจะแก้อย่างไร หรือจะไปดำเนินการอย่างไร เสมือนข้อผูกมัดตรงที่ในอนาคต หากเขาได้รับการเลือกตั้งแล้วไม่ทำ ประชาชนสามารถทวงสัญญาในสิ่งเหล่านี้ได้
การที่ คสช.และรัฐบาลพยายามบอกว่า ไม่ให้นักการเมืองพูด หาเสียง หรือพยายามระมัดระวังเข้าข่ายการสื่อสารเพื่อเสนอตัว หรือแนวทางนโยบาย น่าจะขัดต่อกระบวนการประชาธิปไตยที่เรากำลังจะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง เมื่อประชาชนรู้ว่าใกล้จะเลือกตั้งเข้ามามากเท่าไหร่ เขาจะต้องใช้วิจารณญาณเลือกหรือตัดสินใจว่าจะเลือกนักการเมืองคนไหน พรรคการเมืองใด หากไม่มีการสื่อสารก็เหมือนกับการที่เขาเข้าคูหาไปในความมืด แล้วไม่รู้ว่าเขาจะกาให้ใคร เพราะไม่มีสิ่งที่เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของประชาชนเลย

