สื่อต่างๆ เสนอข่าวว่า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. พิจารณางบประมาณจำนวน 3 ล้านล้านบาท ภายในเวลา 3 ชั่วโมง พร้อมกับแสดงความห่วงใยว่า สนช. ซึ่งทำหน้าที่เป็นรัฐสภา ไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบการจัดงบประมาณของรัฐบาล ตามบทบาทหน้าที่ของสภา แต่ทำหน้าที่เป็นตรายางประทับให้งบประมาณผ่านไปอย่างที่ฝ่ายบริหารจัดมา สื่อบางสำนักใช้คำว่า ฝักถั่ว หมายถึงการลงมติตามๆ กันไปแล้วแต่การชี้นำ รวมๆ แล้ว ตลอดอายุของ สนช.ที่ทำงานควบคู่มากับฝ่ายบริหาร ได้อนุมัติงบประมาณแผ่นดินไปแล้วจำนวนมหาศาล
มุมมองของสื่อและประชาชนที่แสดงความเห็นต่อการพิจารณาอนุมัติงบประมาณของ สนช. มาจากการเปรียบเทียบกับการทำงานของสภาผู้แทนฯและวุฒิสภา ที่ประกอบกันเป็นรัฐสภาในสภาพปกติ ซึ่งในสภาพปกติ สภาผู้แทนฯจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ แต่ละปีอย่างเข้มข้นข้ามวันข้ามคืน ในทุกขั้นตอน ทั้งรับหลักการ การพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการ ก่อนจะกลับมาเข้าสภาในวาระ 2-3 บางเรื่องตรวจสอบดุเดือดราวกับเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว โดยมีการถ่ายทอดสดให้ประชาชนรับชมไปพร้อมๆ กัน เท่ากับให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย ขณะที่สื่อต่างๆ นักวิชาการและผู้เกี่ยวข้อง จะให้ความสำคัญกับข่าวการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ และเมื่อผ่านสภาผู้แทนฯไปแล้ว ยังไปเข้าที่ประชุมวุฒิสภา ซึ่งบรรยากาศอาจจะเบาลงไป แต่ก็มีการอภิปรายซักถามในประเด็นที่ยังเป็นที่สงสัยหรือคาใจอยู่
แต่ก็เข้าใจได้ว่า เหตุที่ สนช.ไม่ตรวจสอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ อย่างจริงจังเท่าที่ควร ก็เนื่องจากที่มาที่ไปของ สนช. มาจากการแต่งตั้งจาก คสช.เท่ากับเป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำห้าสายที่มีหน้าที่ค้ำจุนรัฐบาลมากกว่าตรวจสอบ สมาชิก สนช.ส่วนมากมาจากข้าราชการ อดีตข้าราชการ ด้วยระบบแต่งตั้ง จึงไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนเหมือน ส.ส.ที่มาจากประชาชน และไม่ได้ผูกพันพอที่จะทราบว่าประชาชนมีความรู้สึกนึกคิดหรือมีทุกข์ร้อนอย่างไร เมื่อที่มาเป็นเช่นนี้ ก็ย่อมมีผลกำหนดทัศนคติในการทำหน้าที่ หากต้องการให้สภาทำหน้าที่ตรวจสอบตามหลักการของระบบ สมาชิกสภาต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเท่านั้น

