ที่มา – จากงานเสวนา เรื่อง “เหลียวหลังแลหน้าสถาบันพระปกเกล้ากับการพัฒนาประชาธิปไตย” จัดโดยสถาบันพระปกเกล้า ในงานสัมมนาวิชาการครบรอบ 20 ปี แห่งการสถาปนาสถาบันพระปกเกล้าที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ กทม.วันที่ 3 กันยายน
สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย
รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ผลงาน 20 ปีที่ผ่านมาของสถาบันพระปกเกล้า มีงานวิจัยมาก แต่การเอาความรู้มาใช้สำหรับประชาธิปไตยไทยน่าจะยังไม่ดีพอ อยากเห็นการนำเอาความรู้เชิงวิชาการที่ผ่านการทำวิจัยหลายเรื่องมาต่อยอดพัฒนาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รวมถึงคนที่ผ่านการศึกษาอบรมหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้าเอาความรู้มาช่วยพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศ
ส่วนงานด้านการส่งเสริมความรู้ประชาธิปไตย จะให้พลเมืองเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย ต้องลงไปพูดคุยบอกเล่าว่าปัญหาประชาธิปไตยที่ผ่านมาเป็นอย่างไร อะไรคือช่องว่างและปัญหาของจุดเชื่อมโยงระหว่างผู้เข้าสู่อำนาจรัฐที่เป็นตัวแทนประชาชน ทฤษฎีการเมืองการปกครองส่วนใหญ่ยังขาดเรื่องที่จะมาบอกเล่าให้ประชาชนรับทราบ
การส่งเสริมความรู้ประชาธิปไตยก็เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าศึกษาย้อนหลังในประวัติศาสตร์การเมืองประเทศ โดยเฉพาะหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐธรรมนูญฉบับแรกก่อให้เกิดสภาผู้แทนราษฎร ประเทศไทยใช้ระบบสภาเดียว สมาชิกสภาผู้แทนชุดแรก 70 คน มาจากการแต่งตั้งทั้งหมดโดยคณะราษฎร ทำไมเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วเราจึงไม่ได้สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน คำตอบน่าจะเป็นเพราะเรายังไม่มีความพร้อม ปัจจุบันคนก็ยังถามว่าเราพร้อมหรือยัง โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นปีหน้า เราพร้อมแล้วหรือ หลังเลือกตั้งจะเป็นเหมือนเดิมไหม แสดงให้เห็นว่าเรายังวน แต่อย่าวนจนกลับสู่ที่เดิม
ภารกิจส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นสถาบันนี้ต้องเดินหน้าต่อให้สำเร็จเป็นรูปธรรม แม้ต้องเสริมสร้างความรู้ให้นักการเมืองทั้งหลายก็ต้องมุ่งมั่นทำ อย่ากังวลว่าถ้าเชิญนักการเมืองมาเสริมสร้างความรู้ประชาธิปไตยให้มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่แท้จริงว่าไม่ควรทำ ผมเห็นว่าสมควรทำอย่างยิ่ง เรื่องนี้มีเขียนในรัฐธรรมนูญตั้ง 86 ปีที่แล้ว เนื่องจากประชาธิปไตยมีพัฒนาการ ต้องศึกษาเรียนรู้ตลอดเวลา
ในอนาคตข้างหน้าทุกคนอยากเห็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบแบ่งฝ่าย ที่นำไปสู่ความขัดแย้งช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ที่เอาความคิดตัวเองเป็นหลักและนำพาผู้คนไปร่วม จนเกิดประชาธิปไตยแบบมวลชนแล้วไม่เปิดมุมมองรับความเห็นต่าง กลายเป็นการแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลัง ใช้อาวุธสงคราม เกินคำอธิบายของทฤษฎีทางการเมือง อย่างน้อยที่สุดหลังการเลือกตั้งครั้งต่อไป ทำยังไงให้เริ่มต้นการเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงและยั่งยืน จะได้ไม่ต้องกลับสู่ปัญหาเดิมๆ
ผมมองภาพอนาคตประเทศไทยไว้เรื่องแรกคือวิธีการเข้าสู่อำนาจ ระบอบประชาธิปไตยของไทยเป็นระบบรัฐสภา คัดตัวแทนเข้าไปทำงานในสภาผ่าน ส.ส. ส.ว. ที่ผ่านมาเรามีปัญหาดุลแห่งอำนาจ บ่อยครั้งวิกฤตการเมืองประเทศเกิดจากปัญหาดุลแห่งอำนาจไม่เหมาะสม นำไปสู่ความขัดแย้งของสามองค์กรหลักที่ใช้อำนาจของประชาชน คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ
ดุลอำนาจแก้ไขได้ด้วยการออกแบบรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมามีการออกแบบรัฐธรรมนูญหลายยุค ทั้งให้ฝ่ายบริหารเข้มแข็งเพื่อให้มีเสถียรภาพ จนเข้มแข็งเกินไป ไม่เกิดการถ่วงดุลทางรัฐสภา จนฝ่ายค้านมีจำนวนไม่พอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วอะไรไม่ดีเราก็ทิ้งมันไปออกแบบใหม่ รัฐธรรมนูญ 2560 ก็เช่นกัน ไม่พัฒนาต่อยอด ทำไมไม่ดีแล้วไม่เอามาปรับปรุงแก้ไข แต่เราทิ้งมันไป
ผู้คนที่เข้าสู่อำนาจแต่ละฝ่ายต้องเข้าใจว่าการผ่านกติกาบ้านเมืองเข้าสู่อำนาจในตำแหน่งนั้น ถ้ารู้จักใช้อำนาจในขอบเขตตัวเอง ดุลแห่งอำนาจจะไม่มีปัญหา ปัญหาความขัดแย้งที่บอกว่าอีกองค์กรกำลังก้าวล่วงอีกองค์กรหนึ่งเหมือนที่เห็นในอดีต ถึงขั้นตั้งโต๊ะปฏิเสธไม่รับอำนาจอีกฝ่ายก็เกิดขึ้นมาแล้ว
ดุลแห่งอำนาจที่นำไปสู่ความไม่ยั่งยืนของประชาธิปไตยไทยต้องแก้ด้วยการสร้างความรู้ความเข้าใจให้คนที่อยู่ในองค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญได้เข้าใจขอบเขตตัวเองด้วย ต้องเลิกเข้าใจว่าตัวเองมาจากประชาชน แล้วตัวเองคือผู้มีอำนาจ แท้จริงแล้วอำนาจมาจากกติกาบ้านเมือง ตัวเองแค่มาใช้อำนาจตามขอบเขตกติกาบ้านเมือง ความเป็นประชาธิปไตยต้องสามารถถูกตรวจสอบการใช้อำนาจได้ ถ้ารักษาดุลอำนาจได้จะช่วยรักษาประชาธิปไตย
เรื่องการเสริมสร้างพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง แต่บางทีก็เขียนกฎหมายไปจำกัดสิทธิประชาชน ไม่ว่าสิทธิในการชุมนุมสาธารณะ สิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่มีเงื่อนไขเยอะมาก เริ่มตั้งแต่ออกแบบวิธีการบริหารจัดการการเลือกตั้งให้ได้การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจได้ด้วยตัวเอง แทนที่เราจะทุ่มงบไปที่การตรวจสอบ
ยังไม่ทันคลายล็อกอย่างเป็นทางการ เริ่มมีการโจมตีว่าคนนั้นดูดคนนี้ แฉว่ามีการซื้อเสียงล่วงหน้า นี่เป็นสัญญาณว่าเราต้องดูแลประชาธิปไตย นักการเมืองเริ่มฟ้องว่ากลุ่มไหนจะใช้วิธีการที่ทำให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์เที่ยงธรรม ซึ่งมาจากท่านที่กำลังลงสู่สนามด้วยกันเองทั้งสิ้น สะท้อนว่าพัฒนาการทางความคิด อุดมการณ์ และจิตสำนึกทางการเมืองที่จะทำให้การเลือกตั้งครั้งต่อไปสะท้อนความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงยังคาดหวังไม่ได้นัก
ผมไม่ได้ตำหนินักการเมือง เพียงแต่ถอดบทเรียนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ถ้าเราไม่ยอมรับข้อผิดพลาดในอดีต ไม่มีทางพัฒนาประชาธิปไตยให้ก้าวหน้ากว่านี้
ศ.พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร
ประธานคณะกรรมการวิชาการสถาบันพระปกเกล้า
การตั้งสถาบันพระปกเกล้าสำคัญที่ว่า นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งคิดทำอะไรเพื่อประชาธิปไตย และได้ผลประโยชน์ส่วนตัวน้อย ต้องให้เครดิตนายมารุต บุนนาค และนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่จริงจังกับเรื่องนี้ การจะพัฒนาประชาธิปไตยไม่ใช่มีแค่สถาบันพระปกเกล้าที่ทำงานนี้ จึงหาตัวชี้วัดยาก ตั้งมา 20 ปี มียึดอำนาจ 2 หน ก็ต้องโทษสถาบันพระปกเกล้า
สถาบันตั้งมาเพื่อจัดหลักสูตรอบรมนักการเมือง ผู้แทนมีอำนาจมาก ออกกฎหมายให้ผู้ชายเป็นผู้หญิงยังได้เลย เมื่อมีอำนาจมากเราก็อยากให้เขารอบรู้มากๆ ถ้าเขาออกกฎหมายดี เป็นผู้แทนที่ดีก็จะทำให้คนรักประชาธิปไตย สถาบันนี้ช่วยรัฐสภาด้านความรู้ และการฝึกอบรมประชาธิปไตยที่อื่นเขาสอนให้เด็กคิดเองเรื่องเสรีภาพ ความรับผิดชอบ เราต้องสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง มีส่วนร่วมในการตัดสินใจร่วมกันจึงไปสู่เรื่องการเลือกตั้ง บอกให้เลือกคนดีก็ไม่รู้ว่าคนไหนดี อธิบายว่าคนไหนไม่ดีจะง่ายกว่า จึงต้องสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง แต่มันช้า 80 ปี มีรัฐประหารกี่ครั้ง
สถาบันพระปกเกล้าออกแบบมาดีพอควร การจัดตั้งสถาบันเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย อะไรที่ทำแล้วไม่ได้ความก็ควรเลิก โลกทรรศน์ต้องกว้าง สถาบันพระปกเกล้าต้องทันสมัย เดิมเราไปก๊อบปี้ของเยอรมนีมา เอามาทำแล้วไปไกลกว่าเพราะไปดูที่อื่นมาด้วย เราเรียนลัด ต้องไปดูที่อื่นแล้วประยุกต์ ต้องกล้าเลิกแล้วทำอะไรใหม่ๆ
ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การพูดถึงการส่งเสริมประชาธิปไตย ในฐานะเป้าหมายสถาบันพระปกเกล้า หลังรัฐธรรมนูญ 2540 ที่มุ่งปฏิรูปทางการเมือง ไม่ให้ความขัดแย้งทางการเมืองลงเอยด้วยการทำรัฐประหาร เป็นผลพวงจากความขัดแย้งที่ทำให้เกิดความรุนแรงในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่มาจากการรัฐประหารปี 2534
ถ้าสถาบันพระปกเกล้าส่งเสริมประชาธิปไตยที่มีพลวัต 20 ปีที่ผ่านมา ช่วงต้นของสถาบันคงไม่ยากนักภายใต้กรอบการปฏิรูปการเมืองปี 2540 ที่ทำให้ทหารไม่สร้างเงื่อนไขการทำรัฐประหาร รัฐธรรมนูญ 2540 ออกแบบให้ฝ่ายบริหารเข้มแข็งขึ้น สถาบันพระปกเกล้าส่งเสริมให้ประชาชนเข้าใจในรัฐธรรมนูญ
แต่หลังปี 2549 เป็นต้นมา เป็นเรื่องยากในการตั้งเป้าว่าสถาบันพระปกเกล้าจะส่งเสริมประชาธิปไตยแบบไหน เพราะความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา ต่างฝ่ายต่างอ้างความเป็นประชาธิปไตยทั้งคู่ ฝ่ายหนึ่งประชาธิปไตยที่เน้นการเลือกตั้ง อีกฝ่ายต้องการมากกว่าการเลือกตั้ง ต้องการการตรวจสอบถ่วงดุล จึงเป็นโจทย์ยากของสถาบันพระปกเกล้าท่ามกลางความขัดแย้ง
ช่วงเกิดวิกฤตการเมือง ต้องมีการเจรจาระหว่างคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯในขณะนั้นและเสื้อแดง สถาบันพระปกเกล้าเป็นเจ้าภาพการเจรจา นี่เป็นบทบาทที่ผมคิดว่าสำคัญสุดในวิกฤตการเมืองที่เรามีสถาบันที่เป็นที่ยอมรับของขั้วการเมืองสองฝ่าย ในฐานะที่ผมฝักใฝ่ข้างทางการเมือง ผมมีความหวังในสถาบันพระปกเกล้ามาก ที่ทำให้ผู้นำการเมืองสองขั้วมาแลกเปลี่ยนถกเถียงอย่างอารยะได้ต่อหน้าสาธารณะ เป็นบทบาทเด่นสุดของสถาบันพระปกเกล้า ช่วงปี 2541-2553 สถาบันพระปกเกล้าวางบทบาทได้ดีพอควร
ก่อนจะมีสถาบันพระปกเกล้า ในทางวิชาการเราเคยมีสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย รวมนักคิด นักวิชาการ มีบทบาทชี้นำสังคมไทยซึ่งทำได้ดีทีเดียว ตอนปี 2521 เรามีรัฐประหารไปแล้ว 9 ครั้ง สมาคมสังคมศาสตร์ฯจัดเสวนาบทบาททหารกับการเมืองไทย ถอดบทเรียนให้ความรู้สังคมและให้ทิศทางว่าควรเดินไปทางไหน ไม่ให้เข้าไปสู่วงจรอุบาทว์ทางการเมือง แต่สถาบันก็จบลงเพราะไม่มีผู้สนับสนุน ต่างจากสถาบันพระปกเกล้าที่มีการสนับสนุนมั่นคงกว่า
เมื่อประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายหลักแล้ว สถาบันควรมีจุดยืนทางประชาธิปไตยหรือไม่ เมื่อปัจจุบันมีความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยอย่างหลากหลาย วิกฤตการเมืองที่เกิดในไทยไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งเอาหรือไม่เอาประชาธิปไตย ต่างจากสมัยสงครามเย็นที่สู้ระหว่างประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ ปัจจุบันไทยสู้กันระหว่างประชาธิปไตยสองแบบ สถาบันที่ทำหน้าที่ส่งเสริมให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งจึงถูกคาดหวัง
อะไรที่เป็นข้อขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา เช่น ใช้มาตรา 7 หรือปัญหาขอบเขตอำนาจสถาบันทางการเมือง สถาบันพระปกเกล้าน่าจะพูดคุยประเด็นที่เป็นข้อถกเถียง เช่น เรื่องทางออกประเทศ เชิญสองฝ่ายมาแล้วเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย ผู้บริหารสถาบันต้องมีความกล้าหาญทางการเมือง เปิดเวทีให้ถกเถียง และอยากให้เอานักวิชาการขั้วขัดแย้งมาทำงานด้วยกัน

