เมื่อปี 2555 ก่อนจะรัฐประหาร มีผู้ยื่นคำร้องให้ “ป.ป.ช.” เอาผิดกับการจัดซื้อ “จีที 200” และ “อัลฟ่า 6” รวมทั้งสิ้น 12 คดี เพราะก่อนหน้านี้มีแรงกดแรงดันอย่างหนักจากภาคพลเมืองในโลกโซเชียลว่าเป็นแค่ “ไม้ล้างป่าช้า” หามีประสิทธิภาพในการค้นหาตรวจจับวัตถุระเบิดไม่
ตอนนั้น 15 หน่วยงานในประเทศไทยพากันจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด “จีที 200” อย่างคึกคัก ซื้อไปแล้ว 1,398 เครื่อง ใช้เงินแผ่นดินสิ้นไปแล้ว 1,134 ล้านบาท
ถ้ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ได้ทดสอบอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ถ้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้นไม่แถลงอย่างเป็นทางการเมื่อกุมภาพันธ์ 53 ว่า ประสิทธิภาพจีที 200 มีค่าเท่ากับ “การเดาสุ่ม” ป่านนี้คงจะซื้อกันทะลุทะลวงไปอีกหลายพันล้านบาท
“ข้อมูลพื้นฐาน” สำหรับไต่สวนการจัดซื้อ “จีที 200” มีแน่นหนา
เมื่อถึงปี 2556 นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช.จึงได้แถลงความคืบหน้าการไต่สวน “คดีจีที 200” ว่า สอบปากคำผู้เกี่ยวข้องไปแล้วเกินครึ่ง คาดว่าใช้เวลาอีก 2 เดือนก็จะระบุได้ว่า แจ้งข้อกล่าวหากับใครได้บ้าง
แต่แทบไม่น่าเชื่อ
ถ้อยแถลงด้วยความมั่นใจของนายวิชัยในวันนั้นกลายเป็น “ภัย” ที่แม้แต่นายวิชัยเองก็คงไม่คาดคิดมาก่อน
2 เดือนผ่านพ้นไป นายวิชัยไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหากับใครได้แม้แต่คนเดียว
จาก 2 เดือน ล่วงเป็น 2 ปี “วิชัย วิวิตเสวี” โผล่มาอีกทีเดือนตุลาคมปี 2558 ยุคหลังรัฐประหาร
วันนั้น นายวิชัย คนเดิมพูดถึงการไต่สวน “คดีจีที 200” อีกครั้งว่า
“ค่อนข้างลำบากเพราะเป็นเรื่องลึกลับ การแสวงหาพยานหลักฐานมีข้อขัดข้องทางเทคนิค”
สิ้นปี 58 “วิชัย วิวิตเสวี” ก็พ้นจากตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.
“คดีจีที 200” ที่เริ่มจากภาคประชาชนกดดันร้องเรียกให้ ป.ป.ช.ไต่สวนตรวจสอบค้นหาตัวผู้ร้าย ตั้งแต่ปี 2555 ล่วงมาถึง 2558 กระทั่งมาถึงปี 2561
จากที่เคยว่า 2 เดือนรู้ดำรู้แดง ก็ล่วงมาเป็น 2 ปี จนบัดนี้ 6 ปีกว่า
วันนี้ มีชุดวาทกรรมใหม่จาก “สุรศักดิ์ คีรีวิเชียร” กรรมการ ป.ป.ช.
“คดีจีที 200” วินิจฉัยถูกผิดยาก ไม่ได้อยู่ที่มูลค่า แต่อยู่ที่ความเชื่อ เหมือนพระเครื่อง !?!!

