หน้าแรก การเมือง คำพูด กิริยา ...

คำพูด กิริยา มารยาท : โดย วีรพงษ์ รามางกูร

6.09.18 | 12:30 น.

กิริยาวาจาของผู้นำประเทศใดๆ ย่อมมีความสำคัญต่อประเทศชาตินั้นๆ อย่างมาก บางทีกิริยามารยาทของผู้นำ ย่อมสะท้อนระบบการปกครองของประเทศว่าเป็นระบอบใด แสดงให้เห็นความรู้สึกนึกคิดต่อประชาชนและแสดงความรู้สึกนึกคิดของประชาชนเจ้าของประเทศด้วยว่ามีรสนิยมในการฟังอย่างไร

ในระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน แต่เนื่องจากประชาชนมีเป็นจำนวนมาก จะทำการปกครองด้วยตนเองก็ย่อมทำไม่ได้ เช่น สภานิติบัญญัติจะเป็นสภาของประชาชนทั้งหมดก็ไม่ได้ ก็ย่อมมีความจำเป็นอยู่เองที่ประชาชนต้องเลือกตัวแทนของตนเข้ามาทำหน้าที่แทนตนในการออกกฎหมาย ออกข้อบังคับและทำหน้าที่จัดการ
บริหารราชการแผ่นดิน ประชาชนผู้แทนราษฎรเหล่านี้จึงทำหน้าที่เลือกผู้นำหรือนายกรัฐมนตรีเข้าทำการบริหารประเทศ นายกรัฐมนตรีหรือผู้นำประเทศจึงทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนในการจัดการบริหารประเทศ

ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรี เป็นผู้ที่ราษฎรเลือกขึ้นมารับใช้ประชาชน ถ้าหากเขาเหล่านี้ประพฤติปฏิบัติฝ่าฝืนต่อเจตนารมณ์ของประชาชนแล้ว จอห์น ล็อค นักปราชญ์ชาวอังกฤษ บิดาของประชาธิปไตย กล่าวว่า ประชาชนย่อมมีอำนาจถอดถอนหรือประชาชนย่อมมีอำนาจปฏิวัติถอดถอนผู้ปกครอง

ผู้นำระบอบประชาธิปไตยจึงพูดจานอบน้อม ถ่อมตัวกับประชาชน กับสื่อมวลชน ผู้เป็นตัวแทนของประชาชนในอีกโสตหนึ่ง หากจะมีผู้นำใดพูดจาหยาบคาย กักขฬะ ไม่ให้เกียรติแก่สื่อมวลชนหรือประชาชน ก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือถูกโต้ตอบอย่างรุนแรง เพราะสื่อมวลชนย่อมมีศักดิ์ศรีเป็นฐานันดรที่สี่ของสังคม ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ที่สุดในฐานะเจ้าของประเทศและเจ้าของอธิปไตย หาใช่รัฐบาลโดยผู้นำประเทศไม่

ผู้นำไทย ตั้งแต่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพล ป.พิบูลสงคราม จอมพลถนอม กิตติขจร นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ยังไม่เคยเห็นผู้นำของไทยท่านใดใช้กิริยามารยาทกักขฬะ คำพูดคำจาหยาบคาย ดูถูกเหยียดหยามผู้สื่อข่าวและประชาชนเลย

Advertisement

การที่ผู้นำใช้กิริยามารยาทไม่สุภาพก็ดี วาจาดูถูกเหยียดหยามหยาบคายก็ดี เป็นการแสดงให้เห็นว่าตนไม่ได้เคารพนับถือประชาชนเจ้าของประเทศเลย ไม่ได้นับถือสื่อมวลชนที่เป็นตัวแทนของเจ้าของประเทศเลย เพราะตนไม่คิดว่าประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ผู้นำที่ไม่ได้มาจากประชาชนแต่มาทำการปกครองประชาชน มาดูแล มาเป็นผู้ให้กับ
ประชาชน ไม่ได้มีแนวความคิดว่าตนมาจากประชาชน มาทำงานให้ประชาชน ถ้าทำไม่ดีอาจจะถูกประชาชนเปลี่ยนตัวเป็นคนอื่นได้ ไม่ได้คิดว่าในการเลือกตั้งทั่วไปประชาชนอาจจะเลือกคนอื่นมาเป็นผู้นำแทนตนได้

ความที่คิดว่าตนต้องกลับมาเป็นผู้นำประเทศอีก ทำให้ต้องทำอะไรหลายอย่างที่เผด็จการทหารเขาไม่ทำกัน แต่ก็ต้องฝืนทำ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังรับไม่ได้คือ คำติชมด้วยความสุจริตใจในฐานะที่ตนเป็น
บุคคลสาธารณะ ยังรับไม่ได้หากจะมีการติชม การแสดงความเห็นอย่างเปิดเผย การพูดอย่างตรงไปตรงมา

การที่ยังไม่ปลดกฎเกณฑ์ที่ตนตั้งขึ้นในการจำกัดเสรีภาพในการทำกิจกรรมทางการเมืองคือ ห้ามนักการเมืองทำกิจกรรมทางการเมือง การห้ามชุมนุมเกินกว่า 5 คน และคำว่ากิจกรรมทางการเมืองรัฐบาลเป็นผู้ตีความว่าอะไรคือกิจกรรมทางการเมือง แต่ถ้าเป็นฝ่ายสามมิตรดำเนินการก็ไม่เป็นไร คนไทยในหมู่คนชั้นสูงด้วยกันไม่ชอบความไม่เป็นธรรม แต่ถ้าไม่เป็นธรรมกับคนชั้นล่างกับคนต่างวรรณะกลับไม่เป็นไร บางทีก็ไม่รู้สึกด้วยซ้ำ

น่าจะเป็นครั้งแรกที่ผู้นำประเทศใช้กิริยามารยาทเช่นนี้ ใช้คำหยาบคายในที่สาธารณะ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชนรุ่นต่อๆ ไป ที่น่าห่วงก็คือกลัวจะเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง ที่วงการทางการเมืองรุ่นต่อๆ ไปจะนำไปใช้ มึงมาพาโวยในที่สาธารณะ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยใช้คำว่า “กูไม่กลัวมึง” ใช้เพียงครั้งเดียวและใช้ในขณะที่ท่านมิได้ดำรงตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาลเลย ไม่พูดพร่ำเพรื่อเหมือนบางคน

เมื่อจะกล่าวถึงผู้นำทางการเมือง เราก็มักจะนึกถึงผู้นำของประเทศมหาอำนาจเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ แล้วนำมาเปรียบเทียบกับผู้นำของประเทศเราเอง

แม้ว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษค่อนข้างจะเถื่อน มีการโห่ฮาเป็นระยะๆ และไม่ค่อยให้เกียรติผู้นำประเทศ แต่ผู้นำประเทศก็มักจะให้เกียรติผู้นำฝ่ายค้าน รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะรัฐบาลก็เป็นรัฐบาลของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ฝ่ายค้านก็เป็นฝ่ายค้านของสมเด็จพระบรมราชินีนาถเช่นกัน นายกรัฐมนตรี
รัฐมนตรี รวมทั้งผู้นำฝ่ายค้านและรัฐมนตรีเงาของระบอบการเมืองอังกฤษ จึงพูดจาสุภาพกับสาธารณชน

สำหรับอเมริกานั้น เป็นวัฒนธรรมของนักการเมืองสหรัฐอยู่แล้วที่จะเป็นคนสุภาพ การอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา บางครั้งก็จะเผ็ดร้อน แต่ภาษาที่ใช้ก็ใช้ภาษาสุภาพ ให้เกียรติซึ่งกันและกัน เราจะไม่เคยได้ยินประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวคำผรุสวาทเลย ผู้นำการเมืองที่ใช้วาจากักขฬะหยาบคายสมัยก่อนก็เห็นจะมีแต่ประธานาธิบดีแห่งยูกันดา อีดี อามิน เท่านั้น

ในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและสมัชชาประชาชาติก็เป็นไปด้วยความสุภาพ ที่เห็นไม่สุภาพก็มีประธานาธิบดี
นิกิต้า ครุชชอฟ แห่งสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต ที่ใช้รองเท้าขึ้นมาตบโต๊ะในห้องประชุม เป็นการแสดงความหยาบคาย แต่ก็ไม่พูดหยาบคายในที่ประชุมและที่สาธารณะ

สำหรับประเทศไทย ผู้นำไม่ว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือน ทุกคนก็ใช้คำพูดกิริยามารยาทสุภาพ แม้แต่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร ก็ใช้วาจาสุภาพ หนักแน่นอย่างทหาร แต่ก็สุภาพเรียบร้อยยิ่ง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ด้วยแล้วยิ่งใช้มธุรสวาจาที่สุภาพอ่อนหวานเสียยิ่งกว่าพลเรือน จนได้รับสมญาว่า “จิ๋วหวานเจี๊ยบ” พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ซึ่งมีประโยคประจำว่า “ไม่มีปัญหา” หรือ “no problem” และเสียสัตย์เพื่อชาติก็ใช้คำสุภาพเรียบร้อย

พล.อ.ประภาส จารุเสถียร ที่เคยกล่าวพาดพิงถึงอาจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อย่างมีอารมณ์แต่ก็ไม่หยาบคายทำนองว่า “กินขนมปัง กอดเมียฝรั่ง จะรู้อะไร” คงหมายถึงเรื่องการเมือง แต่ก็โดน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ตอบเอาว่า “ตนนั้นเหนือกว่าทั้งคุณวุฒิ วัยวุฒิและชาติวุฒิ” แม้จะเป็นเรื่องที่เจ็บแสบแต่ก็ไม่ได้หยาบคาย หนังสือพิมพ์ก็ไม่ได้หยาบคาย เรียกท่านว่าหม่อมป้าบ้าง เสาหลักประชาธิปไตยบ้าง มีอยู่หนเดียวที่ท่านคงจะโกรธ เขียนลงคอลัมน์ซอยสวนพลูในหนังสือพิมพ์สยามรัฐว่า “กูไม่กลัวมึง” นอกนั้นก็ไม่เคยได้ยินผู้นำของไทยระดับนายกรัฐมนตรีพูดจาหยาบคาย ถ้าจะมีบ้างก็อาจจะเป็นระดับรัฐมนตรี สมาชิกสภาที่เป็นพลเรือน ส่วนที่เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่นั้นไม่เคยได้ยิน

ในหลักสูตรชั้นประถมศึกษาสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็ดี สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ดี นักเรียนทุกคนต้องอ่านหนังสือแบบเรียนอันโด่งดัชื่อ “สมบัติผู้ดี” เขียนโดย เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี หรือ ม.ร.ว.เปีย มาลากุล อ่านซ้ำๆ อยู่หลายปี ไม่ทราบว่าเดี๋ยวนี้ยังคงอ่านอยู่หรือไม่ หนังสือเล่มนี้ได้รับการโจมตีจากฝ่ายซ้ายว่าเป็นกิริยามารยาทและคำพูดคำทักทายแบบฝรั่ง ซึ่งเราพยายามทำให้เห็นว่าชาติของเราไม่ได้ป่าเถื่อน มีกิริยามารยาท เป็นชาติที่มีวัฒนธรรมเช่นเดียวกับ “นานาอารยประเทศ”

สมัยเมื่อเรียนหนังสืออยู่ชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นยุคของรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม และมาสมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาเป็นยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โรงเรียนต่างๆ จัดให้มีการคัดเลือกนักเรียนที่มีกิริยามารยาทและพูดจาเรียบร้อยที่สุดในโรงเรียน เพื่อรับรางวัลในวันไหว้ครูประจำปี ทำให้นักเรียนพูดจามารยาทเรียบร้อยในห้องเรียนขณะที่มีครูสอนและในที่สาธารณะ ใครพูดหยาบคายจะถูกตีถูกลงโทษ

แต่นอกชั้นเรียนเป็นไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ โดยเฉพาะกับเพื่อนสนิท โดยใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 และบุรุษที่ 2 ตามแบบที่พบในหลักศิลาจารึกหลักที่ 1ของพ่อขุนรามคำแหง ที่ยิ่งไปกว่านั้นนอกจากจะเรียกเพื่อนที่สนิทด้วยคำว่า “ไอ้” แล้วยังนิยมเรียกชื่อพ่อแทนชื่อของเพื่อน แล้วใช้คำว่า “ไอ้” นำหน้าด้วย เพื่อนหลายคนจำชื่อเพื่อนไม่ได้แต่จำชื่อ
พ่อของเพื่อนได้แล้วใช้เรียกเป็นชื่อเพื่อนไปด้วย วัฒนธรรมอย่างนี้มีเฉพาะลาวกับไทยเท่านั้น ไม่แน่ใจว่า จีน ญวนและเขมร จะมีอย่างนี้หรือไม่ ชื่อพ่อจึงเป็นสิ่งที่ต้องเก็บเป็นความลับอย่างยิ่งสำหรับเด็กไทยสมัยนั้น

คำพูดหยาบคายเป็นที่นิยมใช้พูดกันในหมู่คนชั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรดาเจ้าขุนมูลนายที่ใช้กับทาสและบ่าวไพร่ของตนเอง และไม่ถือเป็นคำหยาบ

ในขณะเดียวกันคำหยาบก็ใช้กันในหมู่คนชั้นต่ำที่เป็นไพร่ ชาวไร่ ชาวนา กับพรรคพวกเพื่อนฝูงกันเองและไม่ถือว่าเป็นคำหยาบคาย แต่สำหรับคนชั้นกลางด้วยกันและพูดกับคนอื่นที่ไม่สนิทสนมก็จะไม่ใช้คำพูดที่หยาบคาย

หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยเฉพาะในยุค “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” ที่พยายามแสดงให้เห็นว่าคนไทยนั้นเป็นชาติศิวิไลซ์ การกำหนดกิริยามารยาทตามหนังสือ “สมบัติผู้ดี” ของเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นเรื่องที่นำมาใช้ปฏิบัติกันอย่างแข็งขัน คนที่เกิดก่อนปี 2500 ขึ้นไปย่อมต้องถูกบังคับให้อ่านหนังสือ
นี้ทุกคน แต่สมัยนี้ไม่แน่ใจว่าจะยังอยู่ในหลักสูตรสำหรับเด็กนักเรียนหรือไม่ เพราะเคยถูกประณามว่าเป็นหนังสือของชนชั้นปกครองของอังกฤษ เมื่อผ่านพ้นยุคสงครามเย็นไปแล้วก็น่าจะเอากลับมาใช้อีกได้

การมีกิริยา มารยาท คำพูด เป็นสิ่งหนึ่งของการแสดงความเท่าเทียมกันของสังคมประชาธิปไตย ที่ประชาชนมีศักดิ์ศรีความป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน ไม่มีใครสูงต่ำกว่ากัน ยกเว้นในสังคมที่มีการถือชั้นวรรณะ เพราะถือว่าเป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกถึงชั้นวรรณะดังคำกล่าวที่ว่า

สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล