ถึงการเมืองที่เดินหน้าสู่โหมดการเลือกตั้ง แต่ยังมีหลายเรื่องที่อึมครึม พรรคการเมืองและนักการเมืองส่วนใหญ่จึงไม่กล้าเคลื่อนไหวแบบผลีผลาม เพราะไม่รู้ว่าจะมีปัญหาอะไรที่จะส่งผลกระทบต่อตัวเองหรือพรรคหรือไม่
ยกเว้นบางพรรค บางกลุ่มที่เคลื่อนไหวเหมือนได้ไฟเขียว
เรื่องโรดแมปวันเลือกตั้ง ที่ กกต.กางปฏิทินอย่างเร็ววันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการเลือกตั้งจริงหรือไม่ เนื่องจากในเวทีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประชุมพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา มีการพูดถึงวันเลือกตั้งไว้ 4 วัน คือ 24 กุมภาพันธ์ 2562, 31 มีนาคม 2562, 28 เมษายน 2562 และ 5 พฤษภาคม 2562
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก็ยังไม่เชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 จริง โดยบอกว่า รู้สึกว่ารัฐบาลไม่มีท่าทีว่าจะรีบร้อน
ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประเมินว่า ไม่คิดว่าจะมีการเลือกตั้งในครึ่งปีแรกในปีหน้า ท่าทางจะเลื่อนไปครึ่งปีหลังมากกว่า
ประกอบกับที่ผ่านมา มีการเลื่อนวันเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง
เรื่อง “ไพรมารีโหวต” ก็มีปัญหาเช่นกัน โดยนักการเมืองวิพากษ์วิจารณ์ว่าต้นเหตุมาจาก คสช.
ถ้า คสช.ปล่อยให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง ปัญหาก็จะไม่เกิด เพราะพรรคการเมืองทำใจและพร้อมปฏิบัติตามอยู่แล้ว
แต่ คสช.กลับมีคำสั่งที่ 53/2560 ออกมาแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง โดยโละสมาชิกพรรคการเมืองเก่าทิ้งทั้งหมด ซึ่่งวิจารณ์กันว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้พรรคใหม่ และสร้างความวุ่นวายให้พรรคเก่า
แม้ คสช.จะประชุมพิจารณาแก้กฎเกณฑ์การทำไพรมารีโหวตใหม่ โดยไม่ต้องทำตามบทเฉพาะกาลใน พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า จะทำตามวิธีการที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสนอเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ก็ยังไม่ชัดเจน จนกว่าจะมีคำสั่้ง คสช.กำหนดวิธีการ
วิธีการนี้ ที่ใช้มาตรา 44 คลายล็อกให้พรรคการเมืองนั้น ถึงฝ่ายรัฐบาลจะให้เหตุผลว่าเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพรรคการเมืองอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเก่า พรรคใหม่ พรรคใหญ่หรือพรรคเล็ก
แต่นักการเมืองมองว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่เอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองใหม่เสียมากกว่า
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มองว่าการเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่ที่ยังไม่ทันได้ใช้นั้น เหตุผลน่าจะมาจากไพรมารีโหวตเป็นอุปสรรคต่อการดูด เพราะมีข้อตกลงกันแล้ว หากใช้ระบบไพรมารีโหวตก็อาจจะทำให้ผิดข้อตกลง
เช่นเดียวกับ จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย ก็มองว่าเป็นการเอื้อพรรคการเมืองที่สนับสนุน คสช.
การหาเสียงทางออนไลน์ก็เป็นอีกหนึ่งในปัญหา ถึงที่สุดแล้ว แม้ กกต.จะกำหนดกติกาว่าอะไรทำได้ หรือสิ่งไหนห้าม ก็จะมีคำถามต่างๆ รวมทั้งมาตรฐานในการกำกับดูแลที่อาจจะแตกต่างกัน
อีกเรื่องคือ ความชัดเจนว่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ชัดเจนว่าจะเล่นการเมืองต่อแน่ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะเลือกแบบไหน จะกล้าลงสมัครรับเลือกตั้งในแบบเขตเลือกตั้งหรือไม่ หรือจะสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ หรือจะรอให้มีการเสนอเป็นนายกฯคนนอก
คงต้องรอให้ “บิ๊กตู่” ประกาศความชัดเจน
ซึ่งปัญหาและความอึมครึมเหล่านี้ เหมือนผู้มีอำนาจต้องการให้วุ่นๆ เข้าไว้ แล้วค่อยจับปลาตอนน้ำขุ่น

