เมื่อวันที่ 9 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อไม่นานมานี้ นายไทกร พลสุวรรณ อดีตแกนนำกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นถึงท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ ต่ออนาคตทางการเมืองของไทย โดยระบุว่า
ประชาธิปัตย์อย่าวอกแวกอย่าตกเป็นเครื่องมือของเผด็จการ
เหตุการณ์ 10 มกราอาจเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเผด็จการไม่ต้องการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อยึดพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อหัวหน้าพรรคท่านอภิสิทธิ์เป็นอุปสรรคสำคัญ ก็ต้องหาทางเปลี่ยนหัวหน้าพรรค
จุดยืนอันหนักแน่นของท่านอภิสิทธิ์คือ ยึดมั่นในแนวทางประชาธิปไตย เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา “ขอให้วุฒิสภาเคารพเจตนารมณ์ของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง”
“พรรคใครที่รวบรวมเสียงได้เกินครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรสมควรได้จัดตั้งรัฐบาล” คือคำมั่นที่ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ไว้กับสาธารณชน ประชาธิปัตย์นั้นเติบโตต่อเนื่องยาวนานกว่า 72 ปี ก็เพราะเป็นพรรคแนวหน้าในการต่อสู้ทางการเมืองกับเผด็จการทุกรูปแบบ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประชาธิปัตย์อย่าลืมประวัติศาสตร์ของพรรค
ก่อนการเลือกตั้งปี 2529 ท่านพิชัย รัตตกุล หัวหน้าพรรคในขณะนั้น ได้หาเสียงกับประชาชนว่า พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี ประชาชนให้ความไว้วางใจเลือก ส.ส.ประชาธิปัตย์มาเป็นอันดับหนึ่ง ได้รับเลือกตั้ง 99 คน แต่เมื่อมีคณะนายทหารเข้าพบ และท่านบอกว่า “มีข้อมูลใหม่” ประชาธิปัตย์จึงยอมสนับสนุน พล.อ.เปรมเป็นนายกฯอีกครั้ง แล้วความแตกแยกก็เกิดขึ้นในประชาธิปัตย์ เกิดกลุ่ม 10 มกรา ความแตกแยกอาจมีหลายปัจจัย แต่การไม่ยอมเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลของประชาธิปัตย์ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ
การเลือกตั้งปี 2531 ประชาธิปัตย์ได้รับการเลือกตั้งเพียง 48 คน เมื่อเปลี่ยนหัวหน้าพรรคเป็นท่านชวน หลีกภัย ในการเลือกตั้งปี 2535/1 ประชาธิปัตย์ได้รับการเลือกตั้งเพียง 44 คน แล้วก็เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬขึ้น
ในระหว่างนั้นท่านชวน หลีกภัย ได้แสดงจุดยืนที่มั่นคงว่า ยึดมั่นในแนวทางประชาธิปไตย ท่านชวนได้นำพรรคต่อสู้กับเผด็จการทหารอย่างเด็ดเดี่ยว เมื่อ พล.อ.สุจินดาลาออกจากนายกรัฐมนตรี หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ สภาผู้แทนฯต้องหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานสภาผู้แทนฯในขณะนั้น ได้ขอให้ท่านชวนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ท่านชวนปฏิเสธ ท่านให้เหตุผลว่า รัฐบาลท่านจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เป็นปัญหาในระบบรัฐสภา และที่สำคัญที่สุดท่านยืนยันว่า มันขัดกับหลักการประชาธิปไตย
ก็เพราะท่านชวนนำพรรคโดยยึดมั่นในแนวทางประชาธิปไตยจึงทำให้ประชาธิปัตย์เติบโตอย่างเข้มแข็ง มั่นคงเป็นที่พึ่งของประชาชนมาถึงทุกวันนี้
ในการเลือกตั้งปี 2535/2 ท่านชวนได้ประกาศสัจจะวาจาไว้ว่า ประชาธิปัตย์ยึดมั่นในแนวทางประชาธิปไตย เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา จึงทำให้ประชาธิปัตย์ประสบชัยชนะ
ได้รับเลือกตั้ง 79 คน เป็นพรรคอันดับหนึ่ง และท่านชวนได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหลาย ประชาธิปัตย์หมายถึงผู้บำเพ็ญประชาธิปไตย ไม่ใช่ผู้รับใช้เผด็จการ ดังนั้น พวกท่านบางคนที่กำลังสมคบคิดวางแผนกับเผด็จการและลูกสมุนอยู่นั้น ควรยึดมั่นในแนวทางผู้บำเพ็ญประชาธิปไตยอย่างเด็ดเดี่ยว อย่าไปวอกแวกกับลาภยศสรรเสริญที่พวกเผด็จการหลอกล่อท่านเลย
ในอนาคตจะได้ไม่ต้องมาคอยตอบคำถามว่า ประชาธิปัตย์ยืนอยู่ฝ่ายไหน ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ

