วิพากษ์ คสช.เลือก 250 ส.ว. ถ่วงดุล-เป็นกลางการเมือง

9.09.18 | 16:20 น.

หมายเหตุ – นักการเมือง นักวิชาการ วิพากษ์วิจารณ์วิธีการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) การได้มาซึ่ง ส.ว.ตามโรดแมปในเดือนมกราคม 2562


 

พนัส ทัศนียานนท์
คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย

แม้ใน ส.ว. 250 คนจะมี 50 คนที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง แต่ก็เป็นการเลือกกันเอง และสุดท้ายคนที่แต่งตั้งก็คือ คสช. ดังนั้น ส.ว.ทั้ง 250 คนจึงไม่อาจจะพ้นเงา คสช.ได้ เพราะถ้าเลือกมาไม่ถูกใจ คสช.ก็จะเลือกใหม่อยู่ดี ที่เขียนมาอย่างนี้ คือการเขียนหลอก ทำให้คนรู้สึกว่าอย่างน้อยก็ยังมี 50 คนที่ผ่านกระบวนการเลือกตั้ง แต่ความจริงแล้วก็ยังอยู่ภายใต้อาณัติของ คสช. เพราะอำนาจในการเลือกสุดท้ายอยู่ที่ คสช. และถึงแม้ว่า คสช.จะยอมให้ 50 คนนี้มาโดยอิสระ ตามกระบวนการเลือก แต่เสียงก็จะไม่สู้อีก 200 คนที่ คสช.เลือกมา ทั้งนี้ คนที่เขียนรัฐธรรมนูญมีความพยายามที่จะเพิ่มความชอบธรรมให้กับ ส.ว. เพื่อจะอ้างได้ว่า ส.ว.ไม่ได้เป็นของ คสช.ทั้งหมด

พรรคการเมืองที่ไปเห็นด้วยกับรูปแบบนี้ มีทางออกเดียวคือ ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อได้เป็นรัฐบาล แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น จะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก จนแทบไม่สามารถแก้ไขได้เลย แต่การจะแก้ไขได้หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่กฎหมายเพียงอย่างเดียว เพราะต้องพิจารณาปัจจัยทางการเมืองด้วย หากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนบอกว่า ต้องการให้แก้ไข ก็ต้องเป็นไปตามนั้น แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำได้ยาก แต่ถ้าเกิดเป็นกระแสในสังคมขึ้นมา ว่าอยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกอย่างก็จะเดินหน้าไปได้ เพราะมติมหาชนจะเป็นตัวตัดสิน ไม่ว่าจะเขียนกฎหมายล็อกไว้อย่างไร ก็สู้มติมหาชนไม่ได้

Advertisement

หลักการเลือก ส.ว.โดย คสช.นั้นส่วนตัวไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว โดยในเรื่องหลักการ ถ้าให้มีอำนาจเพียงแค่การกลั่นกรองกฎหมาย รวมถึงอำนาจในลักษณะทางพิธีการ เช่น ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎรแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ เป็นต้น แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว แต่ ส.ว.ที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2560 กลับมีอำนาจมากกว่านั้น เพราะยังสามารถร่วมแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีได้ด้วย นั่นจะนำมาซึ่งนายกรัฐมนตรีคนนอก ที่ขัดกับหลักการประชาธิปไตย และการที่ ส.ว.มีอำนาจมากเช่นนี้ ก็จะทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่สามารถทำอะไรได้ถนัด ทำอะไรได้ไม่สะดวก เพราะ คสช. เป็นคนแต่งตั้งมา

ดังนั้น จึงเป็นไปได้ที่ คสช.จะอยู่ต่อไปหลังการเลือกตั้ง หาก คสช.ไม่ได้เป็นรัฐบาล ก็ยังสามารถเข้ามาแทรกแซงรัฐบาลได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะการควบคุมรัฐบาลให้บริหารราชการบ้านเมืองไปตามยุทธศาสตร์ที่ตัวเองวางไว้ ดังนั้น รัฐบาลเลือกตั้งจึงไม่มีความหมายใดๆ แต่หาก คสช.ได้เป็นรัฐบาล ส.ว.เหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดให้มีนายกฯคนนอก อันได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยปฏิเสธเลยว่าจะไม่สืบทอดอำนาจ ไม่เหมือนกับ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่พูดไว้ชัดเจนว่า จะไม่กลับมาเป็นนายกฯ แต่สุดท้ายก็ต้องมีคำว่า “เสียสัตย์เพื่อชาต” ผิดจากกรณี พล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่เคยพูดเลยซักคำว่า จะไม่กลับมาเป็นนายกฯอีก ดังนั้น หากจะกลับมาเป็นจริง ก็จะไม่มีครหาดังกล่าว

 

วิรัตน์ กัลยาศิริ
หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์

วุฒิสภา (ส.ว.) ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ในช่วง 5 ปีแรกกำหนดให้ ส.ว.มี 250 คน โดยหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้คัดเลือกในกระบวนการสุดท้าย แต่ในจำนวน 250 คนนี้จะมีอยู่ 50 คน ที่หัวหน้า คสช.จะต้องเลือกจากบุคคล 200 คนที่ได้จากกระบวนการสรรหา โดยวิธีการเลือกไขว้จากกลุ่มอาชีพต่างๆ ตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด มาจนถึงระดับชาติที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ออกแบบไว้ เสมือนเป็นการทดลองใช้ครั้งแรก

ถามว่า 50 คนที่ หัวหน้า คสช.เลือกจาก 200 คนตามกรอบของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 จะปราศจากอิทธิพลของ คสช.ได้หรือไม่ ผมคิดว่าก็คงมองเป็นอื่นยาก เพราะหัวหน้า คสช.เป็นผู้เลือกในกระบวนการสุดท้าย เพียงแต่ว่าในระหว่างกระบวนการคัดเลือกในระดับพื้นที่ ต้องช่วยกันให้คนที่เป็นกลางทางการเมือง มีความรักบ้านรักเมืองมาอยู่ในบัญชีสุดท้าย 200 คน ก่อนส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.เลือกให้เหลือ 50 คน ก็ยังมีหวังที่จะได้คนที่เป็นคนของประชาชนจริงๆ ได้อยู่

ดังนั้น ผมจึงคิดว่าเรื่องนี้อยู่ที่จิตสำนึกของทุกฝ่าย หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะผู้ดำเนินการจัดการสรรหา รวมไปถึงภาคประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ร่วมกันทำงานอย่างเข้มแข็ง เอาจริงเอาจังในการทำงานให้การสรรหาเป็นไปด้วยความสุจริต ไม่เลือกฝ่าย ไม่เลือกพวกเพื่อให้ได้ 200 คนสุดท้ายที่เป็นคนดี และเป็นความหวังของประชาชนได้จริงๆ ก่อนส่งให้หัวหน้า คสช.เลือกเข้ามาทำงาน ก็จะสามารถช่วยได้

ที่ผ่านมา การแบ่งกลุ่มอาชีพในการสมัครรับการสรรหา ส.ว.มี 20 อาชีพ แต่พอร่างสุดท้ายมีการยุบเหลือเพียง 10 กลุ่มอาชีพเท่านั้น จึงทำให้โอกาสกระจายกลุ่มอาชีพของผู้ที่จะเข้ามาเป็น ส.ว. ให้มีความหลากหลายจึงน้อยลงไป คนดีๆ ที่ควรจะได้อาจจะหลุดไปโดยกรอบของกลุ่ม เช่นเดียวกับการเปิดช่องให้องค์การ หรือสมาคม สามารถส่งตัวแทนเข้ารับการสรรหาได้ ทำให้กระบวนการสมัครไม่เปิดกว้างสำหรับทุกคนที่มีคุณสมบัติพร้อมจริงๆ

 

สัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์
หัวหน้าพรรคพลังพลเมืองไทย

ทุกวันนี้หลายคนยังไม่เข้าใจว่า การบริหารประเทศในเรื่องต่างๆ มีกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งไม่ได้ใช้ตัวบทกฎหมายที่แท้จริง แต่ใช้จากบทเฉพาะกาลเท่านั้น ตั้งแต่รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด, พ.ร.ป.พรรคการเมือง, พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. ปัจจุบันมักใช้บทเฉพาะกาลในการบริหารเป็นส่วนใหญ่ อาทิ การคัดเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งต่อไป แม้กระทั่งพรรคการเมืองหรือผู้บริหารพรรคการเมืองก็มาจากบทเฉพาะกาล ซึ่งไม่ใช่ผู้บริหารตัวจริง แต่มาจากบทเฉพาะกาลที่ทำตามหน้าที่เพียงชั่วคราวเท่านั้น

ขณะเดียวกัน การคัดเลือก ส.ว.ครั้งนี้มีความสำคัญและถูกจับตามองจากสังคมเป็นพิเศษว่าจะเป็นกลางมากน้อยเพียงใด เนื่องจาก ส.ว.ชุดนี้จะมีสิทธิเทียบเท่ากับ ส.ส.ในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ต้องดูว่าอำนาจการเลือก ส.ว.ครั้งนี้อยู่ที่ใคร แน่นอนว่าอยู่ที่ คสช.เป็นคนเลือกขั้นสุดท้าย

คราวนี้ คสช.จะแต่งตั้งกรรมการสรรหาขึ้นมา 1 ชุด ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ก่อนจะเลือกเป็น 2 ขั้นตอน คือคัดเลือกจากบุคคลทั่วไปตามจังหวัดต่างๆ ในขั้นแรก ก่อนให้ คสช.คัดสรรครั้งสุดท้าย ที่สำคัญคือ การแต่งตั้ง ส.ว.ในบทเฉพาะกาลครั้งนี้กำหนดไว้ที่ 250 คน ซึ่งมาจากคณะกรรมการสรรหาที่แต่งตั้งจาก คสช. ดังนั้น คนที่ถูกแต่งตั้งเข้ามาก็ต้องมีความเกรงใจคนแต่งตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติทั่วไปในสังคมไทย เนื่องจากบุคคลที่ถูกแต่งตั้งมาจากบุคคลคณะหนึ่งหรือผู้ใดผู้หนึ่งที่มีอำนาจในปัจจุบันซึ่งเข้ามาด้วยวิธีพิเศษ ฉะนั้น จากที่หลายคนคาดหวังว่าจะเป็นกลางหรือไม่ สำหรับผมแล้วคงจะคาดหวังความเป็นกลางได้ยาก อาจหวังได้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ที่แน่ๆ คือคงเป็นกลางไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนจะถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของรัฐบาลหรือไม่นั้น ส่วนหนึ่งต้องเป็นเครื่องมือของผู้บริหารในคณะต่อไปอยู่แล้ว คิดว่าประชาชนทั่วไปทราบดี

หากจะทำให้สังคมมั่นใจในความเป็นกลางเรื่องการทำงาน ผู้แต่งตั้งต้องแถลงเปิดใจกับประชาชนว่า การแต่งตั้ง ส.ว.ครั้งนี้มีการคัดเลือกด้วยวิธีการอย่างไร และเลือกจากบุคคลที่มีความสามารถจริงๆ แต่เชื่อว่าประชาชนก็น่าจะยังไม่มั่นใจ เนื่องจาก ส.ว.จะถูกแต่งตั้งโดยแม่ทัพในกองส่วนหนึ่ง แต่งตั้งจากข้าราชการส่วนหนึ่ง แต่งตั้งจากนักวิชาการซึ่งพร้อมที่จะทำหน้าที่รับใช้คณะบริหารที่เข้ามาทำงานด้วยวิธีพิเศษอยู่แล้วอีกส่วนหนึ่ง รวมถึงนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงและมีกิจการใหญ่โต ซึ่งเชื่อว่านักธุรกิจเหล่านี้ไม่กล้าต่อกรกับคณะผู้มีอำนาจที่มาในทางพิเศษ

อย่างไรก็ตาม เราอย่าคาดหวังความเป็นกลาง จากบุคคลที่ไม่ได้มาจากความเป็นกลาง

 

รศ.ยุทธพร อิสรชัย
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ต้องย้อนกลับไปดูว่า วัตถุประสงค์ของการมี ส.ว.นั้นเพื่ออะไร ในอดีต ส.ว.คือสภากลั่นกรอง แต่ในยุค 2540 ส.ว.คือสภาตรวจสอบ พอมาถึงรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน ส.ว.ย้อนไปสู่การเป็นสภากลั่นกรองอีกครั้ง ทำให้อำนาจในการตรวจสอบอาจมีบางส่วนที่ใช้ร่วมกับ ส.ส. ขณะเดียวกันก็มีอำนาจหลายอย่างเพิ่มขึ้น เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฉะนั้น เมื่อวัตถุประสงค์เป็นเช่นนี้ เท่ากับว่า ส.ว.มีหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย ทั้งยังควบคุมกำกับฝ่ายบริหารด้วยในระดับหนึ่ง แต่คงไม่เท่าแบบเดิมที่เป็นสภาตรวจสอบ

เมื่อวัตถุประสงค์ของการมี ส.ว.เป็นดังที่กล่าว การเชื่อมโยงกับประชาชนก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยการเชื่อมโยงมีหลายรูปแบบ อาทิ การเชื่อมโยงผ่านกระบวนการเลือกตั้ง การเชื่อมโยงโดยวิธีการเลือกตั้งทางอ้อม หรือกระบวนการสรรหาที่ต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่านี่คือตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง

หากพิจารณาจากบทเฉพาะกาลแล้ว นี่เป็นการละเลยหลักการต่างๆ ค่อนข้างชัดเจน เนื่องจากในรัฐธรรมนูญได้กำหนดวิธีการสรรหา ส.ว.โดยเลือกจากกลุ่มต่างๆ หรือเป็นลำดับชั้น ซึ่งเป็นวิธีการเชื่อมโยงอย่างหนึ่ง แต่บทเฉพาะกาลในปัจจุบันยกเว้นวิธีการดังล่าวในช่วง 5 ปีแรก

ดังนั้น เมื่อเป็นดังนี้ การที่ คสช.เป็นผู้เลือก อาจทำให้การเชื่อมโยงเหล่านี้ไม่เกิดขึ้น การที่จะบอกว่านี่เป็นตัวแทนเข้าไปตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือรัฐบาลคงจะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ความเป็นกลางไม่มีอยู่จริง ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการเลือกตั้งหรือการแต่งตั้งก็ตาม เมื่อไม่มีอยู่จริง จึงคิดว่าการทำงานไม่น่าจะมีความเป็นกลางได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญคือ กลไกในการตรวจสอบและควบคุมกำกับตัวแทนเหล่านี้ต่างหากที่จะต้องทำหน้าที่อย่างไม่เอนเอียง ไม่เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทั้งนี้ ส.ว.เป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารทุกสมัย นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้ง ส.ว. แต่ปัจจุบันนี้ ส.ว.ไม่ได้มีความจำเป็นมากมาย สังคมไทยอาจไม่ต้องมีก็ได้ จะใช้ระบบสภาเดี่ยวก็ได้ นั่นคือ การมีสภาผู้แทนราษฎรเพียงสภาเดียว หากแต่ต้นกำเนิด ส.ว.คือต้องการเป็นสภาพี่เลี้ยง ขณะที่ในวันนี้ ส.ส.มีศักยภาพ มีความรู้ความสามารถมากกว่า 70-80 ปีที่แล้ว

ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการให้ คสช.มีอำนาจสุดท้ายในการเลือก ส.ว. 250 คน อยากให้ใช้กระบวนการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญที่ไม่ใช่บทเฉพาะกาล และใน พ.ร.ป.ส.ว. โดยไม่จำเป็นต้องมีบทเฉพาะกาลว่า 5 ปีแรกมาจากการสรรหาหรือแต่งตั้งจาก คสช.