เปิดสเปกชิง ‘หน.ปชป.’ แนะสร้างเอกลักษณ์ใหม่ เลิกลอกพิมพ์เขียวเดิม

13.09.18 | 13:01 น.

หมายเหตุ ความคิดเห็นของอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และนักวิชาการ กรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. เสนอให้มีการปรับแก้ไขข้อบังคับพรรคใหม่ เพื่อเปิดทางให้มีการหยั่งเสียงคนนอกเข้ามาสมัครเพื่อรับการคัดเลือกเป็นหัวหน้าพรรค ปชป.คนใหม่ได้ ภายหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งคลายล็อกทางการเมือง


 

จุติ ไกรฤกษ์
เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

การกำหนดข้อบังคับพรรคในการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โดยเปิดโอกาสให้คนนอกเข้ามามีส่วนร่วมนั้น ขั้นตอนแรกต้องรอให้มีการคลายล็อกพรรคการเมืองก่อน จากนั้นพรรค ปชป.จะเริ่มนำข้อบังคับพรรค เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เพื่อหาข้อยุติและความเห็นชอบ

ส่วนตัวไม่ได้มองว่าข้อบังคับพรรคใหม่นี้เข้มงวดอะไร

Advertisement

แต่จะเป็นการเปิดโอกาสให้คนนอกได้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นด้วยซ้ำ เนื่องจากข้อบังคับพรรคของเดิมกำหนดว่าผู้ที่เป็นคนนอกจะมาหยั่งเสียงสมัครเป็นหัวหน้าพรรคนั้นจะต้องใช้มติของที่ประชุมให้ ส.ส.พรรค ปชป.3 ใน 4 อนุมัติเสียก่อนถึงจะรับคนนอกได้ ตอนนั้นเสียง 3 ใน 4 ของ ส.ส.คือจำนวน ส.ส.รับรองทั้งหมด 120 คน แต่ของใหม่ได้กำหนดให้ใช้จำนวน ส.ส.รับรองเพียง 40 คนเท่านั้น ถือว่าอะลุ่มอล่วยให้มากแล้ว เพราะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. อยากเปิดโอกาสให้คนนอกได้มีโอกาสเข้ามาพิสูจน์ตนเองบ้าง

ดังนั้นจากเสียง ส.ส.รองรับ 120 คน ลดเหลือ 40 คน คงไม่ใช่เรื่องเข้มงวดอะไร

อย่างไรก็ตาม หากท่านที่เป็นคนนอกไม่สามารถหาเสียงของ ส.ส.รองรับได้ หรือไม่รู้จัก ไม่สามารถติดต่อ ส.ส.ได้ถึง 40 คน ท่านผู้นั้นมีทางเลือกอีกทางหนึ่ง คือการหาเสียงรองรับของจำนวนสมาชิกพรรคภาคละ 1,000 คน จำนวน 4 ภาค ให้ครบ 4,000 คน ก็มีสิทธิที่จะเข้าชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรค ปชป.ในการหยั่งเสียงแบบคนนอกนี้ได้

มีทางเลือกให้ท่าน 2 ทางในการหาเสียงรองรับเพื่อที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในผู้นำของพรรค ปชป.

ทั้งนี้ การเข้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ปชป.เป็นตำแหน่งผู้นำพรรค ไม่ใช่ใครจะมาสมัครก็เข้ามาได้ง่ายๆ จะต้องมีขั้นมีตอนกันหน่อย ใครจะมาเข้าเป็นผู้นำของพรรค แต่ไม่รู้จักสมาชิกพรรค หรือ ส.ส.ในพรรคเลยคงเป็นไปไม่ได้

ใครจะเข้ามาต้องเป็นที่ยอมรับในส่วนหนึ่งของสมาชิกพรรคและ ส.ส.พรรคด้วย ไม่ใช่ว่าไม่รู้จักสมาชิกพรรคในภาคใดเลย หรือ ส.ส.ในพรรคก็ไม่สามารถรองรับท่านได้เลย คงทำงานไม่ได้

การจะเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค ปชป.ต้องสมัครเข้ามาด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพาให้พรรคไปสู่วิสัยทัศน์และอุดมการณ์เป้าหมายของพรรค ปชป.ที่มีมายาวนานให้ได้

 

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา

ถือว่าเป็นข้อดีที่พยายามจะใช้เทคโนโลยีมาช่วยเรื่องการจัดการทางการเมือง ถ้าสามารถครอบคลุมถึงประชาชนได้จริงๆ จะเป็นการสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประชาชนว่าต้องการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่แบบไหน ลักษณะ บุคลิกภาพ ทิศทาง อุดมการณ์ทางการเมืองแบบไหน

แต่ข้อกังวลคือ กลัวว่าแอพพลิเคชั่นนี้จะอยู่ในวงจำกัด คืออยู่ในวงที่เป็นสมาชิกพรรคที่กลุ่มผู้มีอำนาจในพรรคสามารถคุมฐานเสียงได้ จะทำให้แอพพ์นี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความชอบธรรมให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือคนที่อยากได้หัวหน้าพรรคคนเดิม

ถ้าแอพพ์นี้กระจายก็จะสามารถสะท้อนไพรมารีโหวตได้ว่าคนต้องการหัวหน้าพรรคแบบไหน ถ้าไม่กระจายจะเป็นการสร้างความชอบธรรมจากการควบคุมแอพพ์ สมมุติว่ามีฐานเสียงหรือฐานคะแนนของสมาชิกพรรคบางกลุ่มที่ควบคุมได้ ก็จะกระจายให้เฉพาะฐานตัวเองว่าผลประมวลที่ออกมาจะเป็นการประมวลที่เราจัดตั้งไว้แล้ว เป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับใครสักคนที่เราอยากจะให้เป็นหัวหน้าพรรคต่อ

เห็นด้วยกับนายอลงกรณ์ พลบุตร และหลายๆ คนที่บอกว่านายอภิสิทธิ์ไม่ได้ปฏิรูปพรรคเลย แต่ทำการเมืองและบริหารการเมืองแบบเดิมซึ่งทำให้เกิดความตกต่ำมาก

จริงๆ แล้วนายอภิสิทธิ์น่าจะแสดงความรับผิดชอบก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำต่อกรณีการบริหารงานพรรคแล้วไม่ประสบความสำเร็จ สมัยนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ตอนที่ต่อสู้กับนายทักษิณ ชินวัตร ครั้งที่ 2 หลังจากแพ้ ก็แสดงความรับผิดชอบทันทีว่าไม่สามารถนำพาพรรคได้

แต่นายอภิสิทธิ์ยังยืนยันหรืออาจมีมติอะไรก็แล้วแต่ให้นายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรคต่อ ปรากฏว่านายอภิสิทธิ์ไม่ได้ทำอะไรที่ช่วยปรับปรุงพรรคให้ตอบรับการเปลี่ยนแปลงของกระแสสังคม เศรษฐกิจ การเมืองไทยในรอบหลังปี 2540 เลย ยังคงเป็นแบบเดิม ทำให้พรรคตามไม่ทัน

อีกทั้งยังขายคอนเซ็ปต์เดิมคือ หล่อใหญ่ หล่อกลาง หล่อเล็ก ซึ่งควรเลิกได้แล้ว มันเป็นการดูถูกคนไทยเกินไป พรรคต้องทำหน้าที่เป็นเพื่อนประชาชน เรียนรู้กับประชาชน รู้ร้อน รู้หนาวกับประชาชน วิธีคิดแบบคนหล่อ ชาติตระกูลดี มีฐานะดี การศึกษาดี เป็นคอนเซ็ปต์เก่า ปัจจุบันน่าจะต้องเลิกได้แล้ว นายอภิสิทธิ์หรือใครก็ตามแต่ที่จะปฏิรูปพรรคต้องพัฒนานโยบายให้หลากหลาย ให้มีนโยบายของภูมิภาค

ที่สำคัญคือต้องสร้างความเป็นเอกลักษณ์ของประชาธิปัตย์ใน ส.ส.หรือตัวแทนพรรคแต่ละบุคคล อย่าทำให้เป็นฟอร์แมตเดียวกับนายอภิสิทธิ์ที่ลอกจากนายชวน แล้วนายอภิรักษ์ลอกจากนายอภิสิทธิ์ สิ่งนี้ทำให้พรรคไม่มีเสน่ห์ พรรคต้องหลากหลาย เพื่อให้เห็นว่าพรรคมีคนที่มีความสามารถสูง ที่มีหลากหลายบุคลิกภาพทางการเมือง อย่าทำให้พรรคกลายเป็นนายอภิสิทธิ์ นายชวน หรือคนอื่นๆ ที่ลอกพิมพ์แบบเดียวกันมา

 

วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

สถานการณ์การเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ครั้งนี้ คงต้องการสร้างกิจกรรมให้เกิดความคึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นในพรรค หลังจากคะแนนความนิยมคงที่หรือลดลง ดังนั้นการสร้างเงื่อนไข การให้ประชาชนหรือสมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการสรรหาหัวหน้าพรรค ปชป.คนใหม่ คงพยายามแสดงให้เห็นมาตรฐานของพรรคว่าเป็นสถาบันทางการเมือง ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ

ทั้งนี้ การพยายามยกมาตรฐานตัวเองให้สูงขึ้นกว่าพรรคอื่นในระนาบเดียวกัน ก็เพราะ ปชป.เป็นพรรคเก่าแก่ที่สุดที่ยังเหลืออยู่ ท้ายที่สุดทุกฝ่ายยังเชื่อว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ น่าจะกลับมาเป็นหัวหน้าพรรค เพื่อเตรียมความพร้อมลงสนามเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

ส่วนชื่อที่โยนก้อนหินถามทางที่ผ่านมา บารมีหรือประสบการณ์ด้านการเมืองยังไม่สามารถเทียบเคียงหรือนำหน้านายอภิสิทธิ์ได้ ซึ่งปัญหาของพรรคการเมืองที่ผ่านมาคือ เมื่อพรรคไม่สามารถนำชัยชนะจากการเลือกตั้งได้ หัวหน้าพรรคในขณะนั้นต้องลาออกแสดงความรับผิดชอบต่อผลการเลือกตั้ง เนื่องจากไม่ได้รับความไว้วางใจเท่าที่ควร หรือประชาชนยังเข้าไม่ถึง ควรให้คนรุ่นใหม่เข้ามาดำเนินพรรคการเมือง รับไม้ผลัดต่อจากตัวเอง

อย่างไรก็ตาม การใช้แอพพลิเคชั่นหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคนั้น คนที่ใช้ต้องรู้ว่าโหวตเลือกอย่างไร คงไม่มีการเลือกหรือกดผู้แคนดิเดตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แบบมั่วหรือสุ่มไม่ได้ ในแง่หนึ่ง ผลที่ตามมาหรือคะแนนที่ออกมาทำให้รู้ว่ากระบวนการ หรือที่มาของหัวหน้าพรรคมาด้วยความโปร่งใส บริสุทธิ์ เนื่องจากต้องมีการลงชื่อ ลงทะเบียนสำหรับผู้ใช้สิทธิเลือกหัวหน้าพรรคจริงๆ คำถามคือ คนที่มาใช้แอพพ์เป็นคนหลายเพศ หลายวัย การเข้าถึงเทคโนโลยีย่อมมีความแตกต่าง ต้องได้รับคำแนะนำ ซึ่งคำแนะนำตรงนี้อาจเป็นข้อสงสัยว่า ประสิทธิภาพ คุณภาพ หรือการเข้าใจการใช้แอพพ์มีมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้ยกระดับ สร้างบรรยากาศการสรรหาหัวหน้าพรรคให้เกิดวิธีการที่หลากหลาย คึกคักมากขึ้น

หลังๆ มา ปชป.พยายามผลักดันคนรุ่นใหม่มากขึ้น ดังจะเห็นได้จากเวทีเสวนาต่างๆ แทนที่เราจะเห็นนายอภิสิทธิ์เหมือนแต่ก่อน แต่นี่ไม่เรียกว่าเป็นการปฏิรูปเสียทีเดียว แต่เป็นการเตรียมหรือผลัดใบให้คนรุ่นใหม่อาสาเข้ามาทำงานในพรรคมากกว่า

อย่าลืมว่าพรรคนี้พยายามสร้างจุดขาย รองรับการเปลี่ยนแปลง พร้อมด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 เปิดโอกาสให้มีพรรคการเมืองใหม่มากมาย แล้วพรรคเหล่านั้นก็เปิดตัวผู้สมัครหน้าใหม่ด้วยเช่นกัน

ดังนั้น ปชป.จะใช้บุคคลหน้าเดิมมาต่อกรแบบเดิมไม่ได้ ต้องผสมคนรุ่นใหม่ที่มีใจฝักใฝ่หรือมีอุดมการณ์ของพรรคด้วย

ส่วน 5 กฎเหล็กของนายอลงกรณ์ พลบุตร เป็นการพูดให้รู้สึกว่าเป็นวาทกรรมที่พูดแล้วดูดี แต่อาจไม่สามารถควบคุมสมาชิกพรรคที่มักโต้ตอบ กล่าวให้ร้าย หรือเคลื่อนไหวทางใต้ดินได้ อย่างน้อยวาทกรรมสำคัญของผู้นำทางการเมืองหรือใดๆ ต้องไม่มีภาพทุจริตคอร์รัปชั่น หรือการซื้อเสียง แต่จะปฏิบัติตามทั้ง 5 ข้อที่ได้ระบุไว้ อาจทำได้ไม่ครบทุกข้อ แต่ถ้าทำได้ก็เป็นเรื่องที่ดี

 

สดศรี สัตยธรรม
อดีตกรรมการการเลือกตั้ง

สําหรับกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะมีการหยั่งเสียงเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคนั้น นับว่าเป็นวิวัฒนาการของการใช้สื่อมีเดียที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมือง เปิดกว้างให้บุคคลที่สนใจอยากจะเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น น่าชื่นชมที่เปิดกว้างเพราะเรื่องนี้ยังไม่เคยมีใครทำกันมาก่อนเลย เป็นครั้งแรกของพรรคการเมืองที่
คัดเลือกหัวหน้าพรรคโดยเปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาสมัครได้

แต่ก็อาจจะมีคนมองอีกประเด็นหนึ่งโดยมองว่าผู้ที่จะมาสมัครอาจส่งมาโดยฝั่งผู้มีอำนาจในขณะนี้ก็ได้ อาจจะมีการบังคับบัญชาพรรคโดยอีกอำนาจหนึ่งก็ได้ ซึ่งก็แล้วแต่มุมมองของพรรคการเมือง เพราะผู้มีส่วนได้เสียคือพรรคประชาธิปัตย์นั่นเอง

ถามว่าเป็นไปได้ไหมที่จะมีบุคคลภายนอกมาเป็นหัวหน้าพรรคโดยต้องมีเสียงสนับสนุนจากกรรมการบริหารพรรค สมาชิก จำนวนเท่านั้นเท่านี้ ถ้ามองดูแล้วมันน่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าการจะมาเป็นหัวหน้าพรรคต้องเป็นบุคคลที่พรรคยอมรับแล้วว่าเหมาะสมหรืออยู่กับพรรคมานาน

ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญเปิดช่องว่านายกรัฐมนตรีจะมาจากบุคคลภายนอกได้โดยไม่ต้องอยู่ในพรรคการเมืองใดก็ได้ ก็อาจสอดคล้องกับว่าจะมีการแอบแฝงเข้ามาในพรรคหรือไม่ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ถูกมองได้

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้เชื่อว่ามีรัฐบาลผสมแน่นอน เพราะคงไม่มีพรรคใดได้คะแนนเสียงข้างมาก ดังนั้น ต้องดูว่าตอนเลือกนายกฯจะทำอย่างไร หากสอดคล้องว่าบุคคลภายนอกคนนั้นได้เป็นนายกฯ จะถูกมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจหรือไม่ สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องดีของพรรคประชาธิปัตย์

การที่จะให้บุคคลภายนอกสามารถสมัครเป็นหัวหน้าพรรคได้ ถ้าหากมีการจัดตั้งรัฐบาลและบุคคลภายนอกได้เป็นนายกฯขึ้นมา คำตอบที่พรรคประชาธิปัตย์จะต้องบอกกับประชาชนก็คงพูดลำบาก