ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กางมิชชั่น‘อนาคตใหม่’สู้เลือกตั้ง

14.09.18 | 12:00 น.

หมายเหตุนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) พร้อมด้วยว่าที่คณะกรรมการบริหารพรรค อาทิ พล.ท.พงศกร รอดชมภู ว่าที่รองหัวหน้าพรรค
น.ส.พรรณิการ์ วานิช ว่าที่โฆษกพรรค ให้สัมภาษณ์มติชนถึงการเตรียมความพร้อมของพรรค อนค.สู่การเลือกตั้งในช่วงปี 2562


⦁ผ่านไป 6 เดือน นับจากเปิดตัวพรรค จุดขายของอนาคตใหม่ การเมือง เศรษฐกิจ หรือกระจายอำนาจ
พรรณิการ์ : การทำจุดขายของพรรคชัดเจนมาแต่แรก การถูก Brand ให้เป็นพรรคของคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นจากสื่อมวลชน ซึ่งยินดี สิ่งที่ทำให้พรรคอนาคตใหม่เป็นของทุกคน แล้วก็เป็นพรรคทางหลักในทางการเมือง ไม่ใช่พรรคทางเลือกที่ไม่อาจเทียบชั้นพรรคการเมืองใหญ่ได้ นี่คือสิ่งที่ต้องการทำให้พรรคเป็นของทุกคน ไม่ใช่เพียงพรรคของคนรุ่นใหม่ไม่กี่คน ไม่ใช่พรรคฮิป
สเตอร์ (Hipster) ไม่ใช่พรรคของคนกรุงเทพฯ ต้องการไปให้ครบทุกจังหวัดในประเทศก่อนการเลือกตั้งมาถึง การทำพรรคระดับชาติ จะอยู่แค่ในกรุงเทพฯแล้วทำ
โซเชียลมีเดียอย่างเดียวไม่ได้ ตลอดไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ก็ลงพื้นที่อย่างจริงจังเกือบครบ 77 จังหวัดแล้ว ทั้ง 350 เขต จะมีผู้ลงสมัคร ส.ส. นี่คือข้อพิสูจน์ หากทำตรงนี้ไม่ได้ ไม่อาจสร้างพรรคทางหลัก หรือความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศนี้ไม่ได้เหมือนกัน 6 เดือนที่ผ่านมา แม้ยังไม่ได้มีสถานะเป็นพรรคการเมือง แต่พรรคการเมืองทุกพรรค เห็นพ้องต่อสิ่งที่ อนค.เสนอต่อสังคม หรืออย่างน้อยก็เห็นด้วยกับแนวทาง เมื่อพูดถึงกระจายอำนาจ
ทุกพรรคพูดเรื่องการกระจายอำนาจ เมื่อพูดถึงการแก้รัฐธรรมนูญ ทุกพรรคก็พูดเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ แต่จะแก้มากน้อยขึ้นกับแนวทางของแต่ละพรรค โดยเกิดจากการที่พูดถึงการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เมื่อเริ่มเข้าถึงคนรุ่นใหม่ผ่านโซเชียลมีเดีย ทั้ง 9 ช่องทาง ทุกพรรครวมถึงรัฐบาล คสช. ก็หันมามาใช้โซเชียลมีเดียอย่างหนักหน่วงเหมือนกัน นี่แสดงให้เห็นว่า แม้อนาคตใหม่ยังไม่ได้สถานะเป็นพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นแล้ว การที่บอกฝันไกลเกินไป ต้องได้เสียง ส.ส.เท่านั้นเท่านี้ในสภา จึงจะทำได้ เพ้อฝันเกินไปหรือไม่ แต่ขนาดยังไม่เป็นพรรคยังสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ขนาดนี้ เมื่อได้ที่นั่งในสภาเพียงพอการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดก็ย่อมเป็นไปได้เช่นกัน

⦁ล่าสุดถูกเชิญไปเวที world economic forum ที่กรุงฮานอย เวียดนาม มีคิวร่วมรายการระหว่างประเทศที่ไหนอีกบ้าง
พรรณิการ์ : การพัฒนาบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกยังรวมถึงเรื่องการเมือง ที่สำคัญในทางศักดิ์ศรีและความได้เปรียบเสียเปรียบในการเจรจาทางเศรษฐกิจ ไทยตกขบวนการเจรจานี้ไปหลายขบวน ในระหว่างรัฐบาลรัฐประหาร 4 ปีครึ่งที่ผ่านมา อนค.ยังไม่เป็นพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการ ก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้ เช่นเดียวกับนานาชาติที่นายธนาธรได้รับเชิญ ไปที่กรุงฮานอย เวทีระดับโลก ที่ใหญ่สุดของเอเชียในปีนี้ ส่วนรัฐบาล คสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และนายกฯ ส่งตัวแทนไป โดยนายธนาธรได้รับเชิญ เพราะถูกจับตามองว่าจะสร้างกระแสความเปลี่ยนแปลงนั้นในอาเซียน
จากนี้จะมีอีก 2 แห่ง ที่นายธนาธรได้รับเชิญไป คือ ที่มอนทรีออล แคนาดา วันที่ 22-23 กันยายนนี้ กับที่นิวยอร์กซิตี้ สหรัฐ วันที่ 24-25 กันยายนนี้ โดยรายการหลังนี้ เป็นการประชุมคู่ขนานกับ UN general assembly หรือสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ที่สมาชิกทุกชาติจะไปรวมตัวกัน รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ด้วย การประชุมทั้ง 2 ครั้งนี้ ความสำคัญคือ รวมผู้นำทางการเมือง นักคิด นักธุรกิจ บุคคลสำคัญที่มีอิทธิพล จากฝ่ายเสรีนิยม ในรายการที่นิวยอร์ก นายธนาธรได้รับเกียรติให้ไปประกาศวาระทางการเมืองของ อนค.ในประเทศไทย หวังว่า 2 งานนี้ จะทำให้ประเทศไทยมีจุดยืนเสรีประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนที่ชัดเจนขึ้นในสังคมโลก ในปี 2562 ที่จะเดินไปสู่การเลือกตั้ง โลกจะได้เห็นว่าอย่างน้อยมีพรรคการเมืองหนึ่งในประเทศนี้ ที่ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยกับสิทธิมนุษยชน แล้วจะทำให้ประเทศไทยที่เคยเป็นประทีปประชาธิปไตย กลับมาอีกครั้ง

⦁อนค.จะจัดวางความมั่นคงให้สอดคล้องต่อระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ไทยโดดเด่นบนเวทีโลกอย่างไร
พล.ท.พงศกร : ความมั่นคงคือปัจจัยหลักที่ทำให้ประชาธิปไตยไปยาก สิ่งที่อนาคตใหม่มองคือ ปัญหาและอุปสรรคที่ส่งผลต่ออีกเรื่อง ความมั่นคงเฉพาะหน้าคือ การจะทำอย่างไร ไม่ใช้ทหารรัฐประหารอีกครั้ง ในโอกาสต่อไป ต้องตัดวงจรนี้ทิ้งให้ได้ด้วยการปฏิรูป โดยต้องเกิดจากความร่วมมือของทหารและศาลคู่กันไป หนทางคือ แก้รัฐธรรมนูญในหลายจุดแล้วให้ประชาชนมีอำนาจพอในการต่อสู้กับทหารได้ มีอยู่ 2-3 วิธี โดยหลักทั่วไป ประชาชนต้องรับรู้ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนเอง ไม่ใช่รัฐราชการที่มีทหารเป็นผู้นำ
ส่วนความมั่นคงระยะยาว ต้องอธิบายความกันมาก สิ่งที่พูดถึงความมั่นคงทุกวันนี้คือความสงบเรียบร้อย แต่นิยามที่ถูกต้องของความมั่นคงคือ พหุวัฒนธรรม คนที่มีความต่าง ความเชื่อไม่เหมือนกัน อยู่ด้วยกันได้ โดยมีพื้นฐานง่ายๆ คือปัจจัย 4 และความปลอดภัยในชีวิต อย่ามาล้ำเส้นยิงกันขโมยกัน อะไรที่จะปะทะกันต้องมาคุยกัน

⦁2 พ.ร.ป.เลือก ส.ส.และ ส.ว.ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ประเมินแรงเสียดทานการเมือง จากทั้งพรรคการเมืองคู่แข่ง และรัฐบาล คสช. อย่างไร
ธนาธร : การเมืองไทยเข้าสู่โหมดเลือกตั้งอย่างชัดเจน คงต้องบอกว่าการจะไปที่ไหนคงต้องเจอแรงต้าน เพราะไม่มีพื้นที่ไหนที่เป็นของ อนค. ไม่มีเขตไหนพื้นที่ไหนที่เป็นของ อนค.มาก่อน ไปภาคใต้ก็เหยียบตาพรรคนู้น ไปภาคตะวันออกก็เหยียบตาอีกพรรคหนึ่ง ไปภาคเหนือก็เหยียบตาปลาคนนั้น ไปไหนก็เหยียบตาคนอื่นหมด
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านอกจากเจอแรงเสียดทานจากพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่งแล้ว ยังต้องเจอแรงเสียดทานจากผู้มีอำนาจในปัจจุบันด้วย แต่ผมไม่ได้คิดว่าจะเป็นปัญหา ในทางกลับกันมันคือการสร้างประสบการณ์ให้แข็งแกร่งขึ้น ได้เรียนรู้
ยืนยันว่าจะไม่เข้าสู่โหมดการเลือกตั้งที่อยู่ใต้โต๊ะ อะไรที่เป็น Money Politics ไม่ทำ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อิทธิพล ซื้อผู้มีอิทธิพล ทำทุกอย่างบนโต๊ะ ถ้าจะเจอแรงเสียดทาน ก็ขอเรียนรู้และเติบโต

Advertisement

⦁ความพร้อมต่อการส่งผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 350 เขต
ธนาธร : ยังไม่ครบ แต่เห็นผู้สมัครในหลายจังหวัดแล้ว แต่ต้องทำไพรมารีโหวตจริงๆ ทั้ง 350 เขต นายธนาธรกำหนดไม่ได้ใครจะเป็นผู้สมัครของพรรค ต้องรอดูว่า มาตรา 44 แก้ไขแบบไหน เพราะทำไม่ได้จริงหรอก อนค.ทำจริง ในหลายจังหวัดเช่น จ.อุบลราชธานี มีคนต้องการลงสมัครครบแล้ว จังหวัดอื่นเห็นตัวมากแล้ว ในภาคเหนือ อีสาน ภาคใต้ บางจังหวัดครบแล้ว แต่ต้องให้สมาชิกเลือกและรับรอง ภาคที่ยังอ่อนคือ ภาคกลางกับกรุงเทพฯ เพราะเริ่มทำงานในกรุงเทพฯได้แค่เดือนเดียว ถ้า 350 เขต ทำไม่ได้ ก็อย่าคิดอะไรที่ใหญ่ไปกว่านั้น
ผมพยายามทำให้สมาชิกเข้าใจว่า สิ่งที่ต้องการคือความหลากหลาย พยายามบอกว่าให้ใส่ใจเรื่องเหล่านี้ด้วย เช่น 3 เขต ชายล้วน อายุ 50 ปี แบบนี้ไม่เอา ให้มีผู้หญิง นักธุรกิจ เกษตรกร ด้วย อนค.เน้นเปิดพื้นที่ให้มีความหลากหลาย ทั้งกรรมการบริหาร ถึงผู้ลงสมัคร ส.ส. แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับสมาชิกพรรคเป็นผู้กำหนด

⦁อย่างนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ประเมินอนาคตใหม่จะได้ ส.ส. 40 ที่นั่ง อนค.ตั้งเป้าไว้อย่างไร
ธนาธร : ไม่มี ไม่ได้กำหนด มีการทำ workshop เห็นตัวเลขคร่าวๆ ยังไม่ใช่มติว่านี่คือเป้าหมาย สำหรับ อนค. การปักธงความคิดก้าวหน้าในสังคม สำคัญเท่ากับการได้คะแนนเสียง ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้ ภารกิจชัดคือ นำสังคมไทยกลับสู่ประชาธิปไตย
ถ้าปักธงความคิดนำได้ จะชนะเลือกตั้ง แต่ถ้าสนใจเรื่องเสียงเป็นเรื่องหลัก ก็เปลี่ยนแปลงประเทศไม่ได้ เพราะไม่มีปืน ไม่มีกฎหมาย ไม่มีกองทัพอยู่เบื้องหลัง มีอย่างเดียวคือความคิด เพื่อกุมความคิดนำในสังคมให้ได้ เพื่อนำมาซึ่งเสียง และการเปลี่ยนแปลง
แต่ถ้าคิดเรื่องเสียงก่อน ต้องประนีประนอมอะไรเยอะแยะไปหมด แล้วก็ไม่อาจทำให้นำวาระความคิดที่แข็งแกร่งปักลงไปสู่สังคมได้ อนค.ไม่ได้คิดเหมือนพรรคอื่น คิดอุดมการณ์ชูธงนำ คิดเรื่องนี้ให้ไกล ให้แข็งแรง แล้วจะนำมาซึ่งเสียงและการเปลี่ยนแปลง

⦁ตอนนี้ หลายพรรคโฟกัสฐานเสียงไปที่คนรุ่นใหม่อายุ 18-25 ปี อนค.มีการจัดการให้คนกลุ่มนี้แปรมาเป็นเสียงของพรรคอย่างไร
พรรณิการ์ : เข้าใจว่าคนที่ไม่เคยใช้สิทธิเลือกตั้งมาก่อน เชื่อว่าจนถึงปีหน้าจะมีถึง 7 ล้านคน หรือเสียงในสภาประมาณ 100 เสียง ย่อมเป็นเสียงที่ทุกพรรคการเมืองอยากจะได้ แต่พรรคไม่ได้คิดว่าคนกลุ่มนี้แค่เป็นฐานเสียงเท่านั้น เพราะคนกลุ่มนี้ไปใช้สิทธิน้อยที่สุดมาโดยตลอด ไม่ใช่ว่าคนเหล่านี้ไม่สนใจหรือแคร์แต่เรื่องของตนเอง แต่คนเหล่านี้มองไม่เห็นว่าจะมีพรรคใดเป็นตัวแทนของพวกเขาได้ พรรคอนาคตใหม่สร้างขึ้นมาใหม่ เสนอตัวเป็นพรรคของทุกคน คนอายุ 18-25 ปี อาจจะเห็นความเป็นคนรุ่นใหม่ คนที่ทำการเมืองสร้างสรรค์นำประเทศไปข้างหน้ามีอยู่ในตัวของคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งมองไม่เห็นในพรรคอื่น และมีตัวแทนของคนรุ่นใหม่เข้าไปในสภาอย่างแท้จริง นี่คือภารกิจด้านอุดมการณ์ ไม่ใช่แค่คะแนนเสียง อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เปิดตัวพรรคมากรรมการของพรรคได้รับเชิญไปบรรยายในหลายมหาวิทยาลัย ถือเป็นบทบาทที่ดีในสถานศึกษา แสดงให้เห็นแนวร่วมในการนำประชาธิปไตยกลับคืนมา ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการเมือง ซึ่งไม่ใช่แค่ฐานเสียงที่พรรคการเมืองหยิบมาเท่านั้น

⦁อนค.เริ่มมีคดีเข้ามาถูกแจ้งข้อกล่าวหา เกรงว่าจะแพ้ฟาวล์ก่อนการเลือกตั้งหรือไม่
ธนาธร : มองว่าเป็นเกียรติยศ รู้อยู่แล้วว่าไม่ช้าก็เร็วเรื่องนี้มันต้องเกิด ถ้าไปแคร์คงไม่ต้องทำงาน ถ้าคิดว่าทำไอ้นี่พรรคจะถูกยุบ ทำไอ้นี่แล้วโดนคดี ทุกวันนี้งานหลักของผมคือการเถียงกับฝ่ายกฎหมายทุกวัน เพราะฝ่ายกฎหมายห้ามทุกอย่าง ดังนั้นสิ่งที่พยายามจะทำคืออย่าไปสนใจเรื่องนี้ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องตลก ถ้ามองคนเดียวจะเป็นเรื่องร้ายแรง แต่ใน 4-5 ปีที่ผ่านมามีคนโดนคดีของ คสช.มา 400-500 กว่าคนแล้ว เป็นเรื่องโจ๊กไปแล้ว และไม่มีใครคิดว่า คสช.จะเอาจริง มีคนติดคุกน้อยมาก
ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินคดีเพื่อการข่มขู่ และขอให้เข้าใจด้วยว่าเรื่องนี้เกิดกับทุกคน ทั้งนี้เซตของกฎหมายที่บีบบังคับประชาชนจะต้องถูกแก้ไข ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะแก้ไขทั้งหมด ทั้ง พ.ร.บ.ไซเบอร์ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ที่ปิดปากประชาชน ต้องยกร่างใหม่ทั้งหมด เพื่อที่จะปกป้องเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการรวมตัวของประชาชน เป็นเรื่องของทุกคนไม่ใช่แค่ อนค. เป็นการต่อสู้ทางวัฒนธรรม การต่อสู้ที่ทำให้เกิดเปิดโปงการทุจริตเป็นไปได้จริง และเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับประชาชนในการต่อสู้กับอำนาจที่ฉ้อฉล อะไรที่ไม่สามารถมีอิทธิพลเหนือมัน คิดน้อยหน่อย เอามาใส่ใจน้อยหน่อย พลังและเวลาควรจะเอาไปทำให้รัศมีของพื้นที่ที่มีอิทธิพลกว้างขึ้นเรื่อยๆ เวลาของ อนค.ถ้าเอาไปคิด ห่วง กังวลแต่สิ่งที่อยู่นอกเหนือวงกลมของ อนค.คงไม่ต้องทำงาน ดังนั้นเวลาอีก 180 วันที่เหลือ จะใช้เพื่อการนั้น

⦁ยังยืนยันใช่หรือไม่ที่จะไม่เข้าร่วมการประชุมหารือกับ คสช.ในรอบที่ 2 ที่มีนายกฯเป็นประธาน
ธนาธร : เข้าไปครั้งที่แล้วเขาฟังพรรคการเมืองหรือไม่ ผมไม่แน่ใจ เพราะเขาเขียนร่างมาหมดแล้ว เข้าไปเอานักการเมืองมาพูดๆ นั่งฟังเพลง แล้วอ่านสิ่งที่เขาเตรียมมาก็จบ ผมคิดว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไรขอให้ไปฟังพรรคพลังประชารัฐนั่นแหละ คือ คนกำหนดกฎเกณฑ์การเลือกตั้งของจริง ไอเดียหลักคือกฎอะไรที่ทำให้พรรคพลังประชารัฐได้ที่นั่งเยอะที่สุด ดังนั้นพลังประชารัฐบอกกฎอะไร คสช.ก็เขียนตามนั้นเลย ใช้มาตรา 44 ออกกฎตามนั้น คิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะเข้าไปฟัง เสียเวลา