กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งระดับประเทศทุกฉบับประกาศใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้ความเชื่อมั่นว่าปลายเดือนกุมภาพันธ์ประชาชนจะได้เข้าคูหากาเลือกคน และพรรคที่ตัวเองให้ความนิยมชมชอบกันจริงๆ เสียที หลังจากที่ฝันค้างกันมาหลายรอบจากการหลงเชื่อในสิ่งที่ไม่เคยเป็นจริงในเรื่อง “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน”
ฝันที่เริ่มเห็นเค้าลางว่าจะเป็นจริงเสียทีนี้ สร้างความคึกคักตื่นเต้นให้กับคนในประเทศไม่น้อยโดยเฉพาะบรรดานักการเมืองที่เฝ้ารอคอยเหมือนนาแล้งรอน้ำ
อย่างไรก็ตาม ความดีอกดีใจจะได้กลับมาทำหน้าที่เหมือนที่ปกติที่เคยทำเสียทีนั้น ดูจะยังอยู่ในสภาพหายใจไม่ทั่วท้อง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่วงในของผู้ติดตามปัจจัยการพัฒนาของประเทศ
การเมืองหลังเลือกตั้งดูจะสร้างคำถามมากมายขึ้นในใจ
แนวโน้มของการเลือกตั้งที่พยายามกันอย่างสุดกำลังในการออกแบบให้ต้องได้รัฐบาลตามที่ “ผู้มีอำนาจ” อยากให้เป็น ซึ่งเริ่มจะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าก็คือ “รัฐบาลที่สืบเนื่องต่อไปของผู้มีอำนาจ” นั่นเอง
เป็นแนวโน้มที่ได้จากเงื่อนไขที่เอื้อโอกาสให้มากกว่า โดยเฉพาะในเรื่องโครงสร้างอำนาจตามที่กฎหมายที่เขียนกันขึ้นมาใหม่ เลยไปถึงกลไกเอื้อต่อล่าคะแนนนิยมของกลุ่มผู้ให้การสนับสนุนที่พรั่งพร้อมครบถ้วนในทุกมิติกว่า
ขณะที่อีกทางหนึ่ง พรรคการเมืองที่ตั้งเป้าเป็นคู่แข่ง กลับต้องเผชิญอุปสรรคมากมาย ทั้งจากกฎหมายและกลไกที่จะสื่อสารกับประชาชน
จำนวน ส.ส.ที่จะมีสภาพเป็นเบี้ยหัวแตก ขณะที่กองกำลังใหญ่สุดคือ สมาชิกวุฒิสภา 250 คนที่งอกมาจากการตัดสินเลือกของผู้มีอำนาจ
ผสมกับความโกลาหลของแต่ละพรรคการเมืองที่แสดงให้เห็นความไม่พร้อม ยังมีปัญหามากมายภายในพรรคที่จะต้องจัดการ ขณะที่ผู้มีอำนาจยังไม่ประกาศยกเลิกคำสั่งห้ามดำเนินกิจกรรมพรรค
โอกาสของพรรคการเมือง มีแค่ฝากศรัทธาไว้ที่ประชาชนว่าจะรักในสิทธิของตัวเอง ร่วมมือกันออกมาทำหน้าที่นำประเทศสู่ประชาธิปไตยกันอย่างเต็มกำลังเท่านั้น ซึ่งเป็นความหวังที่ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะเป็นความจริง
สรุปรวมความแล้วแนวโน้มจะเป็นไปอย่างไม่เป็นอย่างที่นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยเชื่อเสียมากกว่า เพื่อเป็นคำตอบว่ารัฐประหารที่ผ่านมา “ไม่เสียของ”
และข้อสรุปนี่แหละคือความกังวล
การเลือกตั้งที่รอคอยกันมา 5 ปีกว่า สร้างความหวังให้เกิดขึ้นในใจของประชาชน
หวังว่า หลังเลือกตั้งจะได้รัฐบาลที่คุณภาพแตกต่างออกไป พร้อมด้วยสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก การมีส่วนร่วมทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น
หวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นจริง ไม่ใช่ดีแบบที่ประกาศออกมาแล้วประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกว่าเพ้อเจ้อ เพราะคลำกระเป๋าเงินตัวเองตอนปลายเดือนแล้ว ยิ่งนับวันยิ่งเหี่ยวแห้งหัวใจในชะตากรรมชีวิต ท่ามกลางข่าวมหาเศรษฐี นายทุนใหญ่ต่างพากันร่ำรวยเพิ่มขึ้นจากนโยบายต่างๆ ที่อ้างว่าพัฒนาประเทศของรัฐบาล
เหล่านี้จะเป็นความหวังที่จะเรียกร้องเอาจากรัฐบาลหลังเลือกตั้ง
ทว่าในความเป็นจริงก็คือ แนวโน้มที่จะเกิดขึ้น รัฐบาลหลังเลือกตั้ง กับรัฐบาลปัจจุบัน กลับเป็นภาพเดียวกัน
เป็นภาพที่ทำลายความหวังทันทีที่ประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรีหลังเลือกตั้งออกมา
ความกังวลที่เกิดขึ้นคือ หวังที่ไม่เป็นอย่างที่หวังนี่จะส่งผลอย่างไรต่อประชาชนที่อดทนมาอย่างยาวนานเพื่อรอการเลือกตั้ง
การเลือกตั้งที่เป็นแค่เกมต่ออายุในอำนาจ ย่อมกระทบต่อความหวังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เรื่องราวหลังจากความหวังที่รอคอยมายาวนาน กลับสิ้นสลายไปในทันที จะสร้างให้เกิดอะไรขึ้น
ย่อมเป็นเรื่องที่หลายคนคาดคะเนคำตอบไว้ในใจแล้ว
และนั่นเป็นความกังวล
เป็นกังวลที่ก่อคำถามว่า “หากจะเปิดทางให้เกิดสภาวะที่ประชาชนไม่ผิดหวังจนเกินไปหลังเลือกตั้ง”
จะไม่ดีกว่าหรือ

