หน้าแรก การเมือง “จาตุรนต์”ถาม...

“จาตุรนต์”ถามคสช. กลัวอะไรนัก ถึงไม่ปลดล็อก ฟันธง ล็อกแน่นขึ้น ไม่ใช่คลายล็อก

16.09.18 | 14:48 น.

“จาตุรนต์” ถาม คสช. กลัวอะไรนักหนาถึงไม่ปลดล็อก ชี้ บอกคลายล็อก แต่กลับล็อกแน่นขึ้น

เมื่อวันที่ 16 กันยายน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า คสช.กลัวอะไรนักหนา จึงไม่ยอมปลดล็อก เห็นคำสั่งคลายล็อกที่กลายเป็นล็อกแน่นเข้าไปอีก โดยเฉพาะเรื่องห้ามหาเสียง แล้วก็รู้สึกว่าเป็นตลกร้าย จะขำก็ขำไม่ออก เพราะคำสั่งนี้กำลังทำลายการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นให้กลายเป็นอะไรก็ไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ๆคือกำลังเป็นการเลือกตั้งที่ผู้มีอำนาจต้องการให้ประชาชนไดรับรู้ข้อมูลน้อยที่สุด มีส่วนร่วมน้อยที่สุดคือสักแต่ว่าให้ไปหย่อนบัตรโดยไม่ต้องรู้อะไรเลย ที่พิลึกกึกกือที่สุดคือห้ามพรรคการเมืองใช้โซเชียลมีเดียหาเสียง ซึ่งก็ไม่รู้คำว่า”หาเสียง”ว่าแปลว่าอะไร การหาเสียงตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งนั้นจะหมายถึงการไปโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้คนเลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งหรือเลือกนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในช่วงที่มีการสมัครรับเลือกตั้งแล้ว เป็นช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งซึ่งจะมีระเบียบว่าในการหาเสียง ห้ามทำอะไรบ้างเช่นซื้อเสียง จัดมหรสพ สัญญาว่าจะให้เป็นต้น แต่ไม่ใช่ห้ามพูดนโยบายหาเสียง เว้นโจมตีใส่ร้ายคู่แข่งด้วยความเท็จก็ต้องถูกดำเนินคดีไป

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า เวลานี้ยังไม่มีการประกาศวันเลือกตั้งและวันรับสมัครเลือกตั้ง จึงยังไม่มีการหาเสียงเลือกตั้งที่กกต.จะต้องออกระเบียบอะไร ใครจะไปให้ทานแจกเงินใคร จัดมหรสพให้ใครดูก็ไม่ผิดกฎหมาย ส่วนการพูดถึงนโยบายหรือพูดหาเสียงยิ่งไม่ผิดกฎหมาย ทำได้ตลอดเวลา นอกจากนี้คำว่า “หาเสียง” ยังมีอีกความหมายหนึ่งคือพูดให้คนชอบหรือเกิดความนิยมในตัวผู้พูดหรือองค์กรของผู้พูด เช่นการที่พล.อ.ประยุทธ์ก็พูดอยู่ทุกวัน เพียงแต่ไม่แน่ว่าจะทำให้คนชอบหรือไม่เท่านั้น หรือการที่นักการเมืองอาจจะพูดถึงผลงานของตนเองในการดึงงบประมาณเข้าจังหวัดตัวเองได้มาก การหาเสียงเหล่านี้ย่อมไม่ผิดกฎหมาย แต่คำสั่งคลายล็อคนี้กลับทำให้การโฆษณาประชาสัมพันธ์ถึงนโยบายของพรรคการเมือง การพูดถึงบุคลากรหรือสิ่งที่พรรคทำอยู่การเป็นเรื่องต้องห้าม ไม่ทราบเหมือนกันว่าออกคำสั่งอย่างนี้กันมาได้อย่างไร

“เพิ่งประมาณ 17-18 ปีมานี้ ที่พฤติกรรมการตัดสินใจลงคะแนนในการเลือกตั้งเปลี่ยนไปมากคือประชาชนให้ความสนใจต่อนโยบายของพรรคการเมืองมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มีงานวิจัยพบว่าแม้การซื้อเสียงยังมีอยู่ แต่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ การซื้อเสียงกลับได้ผลน้อยเพราะประชาชนต้องการได้นโยบายที่เป็นประโยชน์หรือได้คนที่ตนชอบเป็นนายกรัฐมนตรีเสียมากกว่า พรรคการเมืองจึงต้องแข่งขันกันทำนโยบายให้เป็นที่ยอมรับของประชาชน กลายเป็นกระบวนการที่ประชาชนสามารถกำหนดว่าใครควรเป็นรัฐบาลและรัฐบาลควรมีนโยบายอย่างไร ผ่านการเลือกตั้งซึ่งเน้นที่พรรคการเมืองและนโยบายของพรรคการเมืองมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความจริงการเปลี่ยนแปลงนี้คือพัฒนาการทางการเมืองที่สำคัญของประเทศไทยที่ทำให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดการบริหารประเทศได้มากขึ้นเช่นเดียวกับที่หลายๆประเทศที่เจริญก้าวหน้าเขาทำกันมานานแล้ว แต่กระบวนการที่ว่านี้กลับเป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจในขณะนี้ไม่เพียงไม่เชื่อถือ รังเกียจ ดูถูกดูแคลน แต่ยังหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่งด้วย เป็นเพราะความเกลียดกลัวการเลือกตั้งที่ทำให้ประชาชนกลายมาเป็นผู้กำหนดความเป็นไปของบ้านเมืองแทนผู้ที่มีอำนาจมาแต่เดิมนี่เอง ที่ทำให้คสช.กับพวกจ้องหาทางทำลายการเลือกตั้งไม่ให้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น การเลือกตั้งครั้งต่อไปนี้จึงกำลังถูกทำให้พิกลพิการไปเสียหมด พรรคการเมืองถูกห้ามไม่ให้จัดทำนโยบายโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน จะจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นกับผู้ประกอบอาชีพต่างๆก็ผิดฐานชุมนุมมั่วสุมเกินห้าคน จะไปประชุมรับฟังความเห็นเกี่ยวกับการทำกิจกรรมใดๆก็ไม่ได้ พอคาดการณ์ได้ไม่ยากว่าเมื่อมีการรับสมัครแล้ว การหาเสียงเลือกตั้งจะถูกจำกัดอย่างมากจากกฎระเบียบของกกต. ยิ่งพอคำสั่งคลายล็อคออกมา แม้ช่วงที่ยังไม่ประกาศให้มีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองก็ไม่สามารถสื่อสารกับประชาชนเพราะถือว่าเป็นการหาเสียงที่ต้องห้าม” นายจาตุรนต์ กล่าว

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการวิพากษ์วิจารณ์คสช.หรือรัฐบาลทางโซเชียลมีเดียมักถูกคสช.แจ้งความกล่าวโทษให้ดำเนินคดีตามพรบ.คอมพิวเตอร์แบบเลือกปฏิบัติอยู่บ่อยๆ แม้การนั่งแถลงข่าววิจารณ์ผลงานคสช.ก็ถูกดำเนินคดีฐานชุมนุมมั่วสุมทางการเมืองเกินห้าคนและฝ่าฝืนกฎหมายอาญามาตรา 116 คำสั่งคลายล็อกนี้จะยิ่งทำให้การวิพากษ์วิจารณ์คสช.และรัฐบาลทำได้ยากยิ่งขึ้น การห้ามโน่นห้ามนี่ทั้งหลายเหล่านี้ อาศัยข้ออ้างตลอดกาลของคสช.คือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยซึ่งไม่เป็นเหตุเป็นผลอะไรเลย แท้จริงแล้วสิ่งที่คสช.กับพวกต้องการก็คือทำให้พรรคการเมืองไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน ไม่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดการทำหน้าที่ของพรรคการเมือง ไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารว่าพรรคใดมีนโยบายอย่างไรและคสช.กับรัฐบาลทำความเสียหายแก่ประเทศชาติไว้อย่างไรบ้างและจะยิ่งเสียหายมากขึ้นอย่างไรหากปล่อยให้คสช.สืบทอดอำนาจต่อไปอีกหลังการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ที่น่าเกลียดก็คือคำสั่งนี้นอกจากมัดมือมัดเท้า ปิดปากพรรคการเมืองและปิดหูปิดตาประชาชนแล้ว ยังเป็นการสร้างเกราะคุ้มกันให้แก่คสช.จากการวิพากษ์วิจารณ์ของนักการเมืองและประชาชน ทั้งๆที่ผู้นำคสช.เองก็กำลังจะเสนอตัวเข้าแข่งขันเป็นนายกรัฐมนตรีในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งด้วย และที่น่าเศร้าก็คือสุดท้ายแล้วการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นเป็นเพียงสิ่งที่คสช.กับพวกจำยอมต้องให้เกิดขึ้นเพื่อไม่ให้อับอายขายหน้าชาวโลกนานเกินไป แต่เมื่อใจจริงไม่อยากให้มีและยังหวาดกลัวว่าประชาชนจะไม่เออออห่อหมกด้วย ก็เลยทำเสียจนกระทั่งการเลือกตั้งนี้ต้องพิกลพิการไป ไม่มีความหมายอย่างที่ควรจะเป็น สิ่งที่คสช.กับพวกอาจจะมองผิดไปอย่างหนึ่งก็คือประชาชนไม่ได้โง่อย่างที่พวกเขาคิด ไม่เชื่อก็คอยดูกันต่อไป

Advertisement