ตามประสาพรรคที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดในการเมืองไทย ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตภายในพรรคประชาธิปัตย์ ก็มักจะเก็บอาการ ไม่เปิดโอกาสให้คนภายนอกได้รับรู้ถึงความขัดแย้งที่คุกรุ่นขึ้นภายใน
ศึกชิงหัวหน้าพรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผมครั้งนี้ก็เช่นกัน ภายในนั้นร้อนรุ่มนับแต่ “สัมพันธ์ ทองสมัคร” ผู้อาวุโสของพรรค ออกมาเรียกร้องหวนหาอดีต ยก “ชวน หลีกภัย” อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่นั่งเก้าอี้มา 12 ปี กลับมาถือธงนำทัพ ย่อมมีเงื่อนงำสั่นไหวเก้าอี้หัวหน้าพรรคของ”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”
ยิ่งภายใต้เงื่อนไขโจทย์การเมืองครั้งหน้า คือการสืบทอดอำนาจของคสช. แต่เพราะความไม่แน่นอน และอึมครึมการจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐที่เป็น “พรรคนอมินี” ผลักดันบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. นั่งนายกฯอีกสมัยก็ยังลูกผีลูกคน
แม้ลำพังการดีลกับพรรคขนาดกลางและเล็ก เช่น ชาติไทยพัฒนา , ภูมิใจไทย ,ชาติพัฒนา หรือ แม้แต่ พรรครวมพลังประชาชาติไทย ของสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกปปส. มาร่วมรัฐบาลชุดหน้านั่นไม่ใช่ปัญหา ที่เกรงว่ากระแสพรรคเพื่อไทยที่อาจพลิกผัน ทำให้แกนการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้าจะได้เสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ต้องพ่ายแพ้ให้กับพรรคเพื่อไทยได้
ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ต่างหาก คือ ตัวแปรสำคัญที่จะมาจับมือกับพรรคนอมินี สร้างความมั่นคงให้กับรัฐบาลทหาร แต่ด้วยท่าทีของมาร์ค ที่ระยะหลังกลับออกมาต่อต้านทหารอย่างชัดเจน
นี้คือเงื่อนไขและอุปสรรคสำคัญต่อการสืบทอดอำนาจของ”บิ๊กตู่”
เครือข่ายกปปส.ในประชาธิปัตย์จึงเริ่มภารกิจสำคัญ ออกมาเคลื่อนไหวยึดอำนาจพรรคประชาธิปัตย์ โดยที่ “มาร์ค” ไม่เคยล่วงรู้เลยว่า ขั้นตอนการจดทะเบียนยืนยันสมาชิกพรรคล่าสุด ซึ่งมีสมาชิกประชาธิปัตย์ออกมายืนยันตัวตนเหลือแค่ประมาณ 9.7 หมื่นคน จากทั้งหมดประมาณ 2.5 ล้านคนนั้น
“สุเทพ”ได้ใช้เครือข่ายอดีตส.ส.สังกัดกปปส. ระดมหาสมาชิกเข้ามายืนยันสิทธิ์เข้ามามากมาย
ภาคใต้ มีหัวหอก “ถาวร เสนเนียม” อดีตส.ส.สงขลา ว่าที่ผู้ชิงเลขาฯพรรคคนใหม่ และชินวรณ์ บุณยเกียรติ อดีตส.ส.นครศรีธรรมราช ระดมยืนยันสมาชิกจังหวัดหนึ่งไม่ต่ำกว่า1หมื่นคน ไม่เว้นแม้แต่สุราษฎร์ธานีเมืองหลวงของสุเทพ
ภาคเหนือ อาศัยบารมี “หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม” อดีตส.ส.พิษณุโลก นอมินีตัวแทนชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคคนใหม่ คาดการณ์ว่าถือเสียงไว้ไม่น้อยกว่าหมื่นคน ไม่เว้นแม้แต่ภาคอีสาน แม้ไม่ใช่ฐานเสียงของประชาธิปัตย์ แต่ อิสสระ สมชัย และ วิฑูรย์ นามบุตร อดีตส.ส.อุบลราชธานี เครือข่ายสุเทพ น่าจะมีการรวบรวมสมาชิกได้ไม่น้อยเช่นกัน
เมื่อรวมภาคกลางและกทม.บางส่วน จากจำนวน 9.7 หมื่นคน เชื่อว่าเครือข่ายสุเทพน่าจะครองเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งไปแล้ว
เรื่องนี้ “มาร์ค”แทบไม่เคยเอะใจในความเคลื่อนไหวนี้ จนเมื่อมีแนวคิดจะแก้ไขข้อบังคับพรรค และเปิดทางให้สมาชิกที่ลงทะเบียนแล้วเป็นโหวตเตอร์เลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ จึงล่วงรู้ว่าตัวเองกำลังหลงเหลี่ยม”สุเทพ”เข้าให้แล้ว
จนล่าสุดข้อบังคับที่จะเสนอเข้าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค “มาร์ค”ต้องกลับเอาไปรื้อใหม่เพื่อแก้เกมการเมืองภายในพรรคอีกครั้ง โดยมีขั้นตอนการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรค ต้องมีอดีต ส.ส.รับรองไม่น้อยกว่า 20คน และต้องมีสมาชิกพรรคทางภาคต่างๆเซ็นรับรองภาคละ 500 คน รวม 4 ภาคก็ 2,000 คน
มีคณะกรรมการจัดการหยั่งเสียง กำหนดการหยั่งเสียงด้วยระบบแอปพลิเคชั่น ที่สำคัญคือการเปิดกว้างให้อดีตสมาชิกพรรคประมาณ 2 ล้านกว่าคนที่ไม่ได้ยืนยันสมาชิกพรรคครั้งล่าสุดได้ทันจะสามารถกลับมีส่วนรวมในระบบหยั่งเสียงครั้งนี้ด้วย
การหยั่งเสียงครั้งนี้จะรู้ว่าใครชนะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ โดยประชุมใหญ่พรรคซึ่งต้องมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 250 คนแม้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดตามพ.ร.บ.พรรคการเมืองใหม่ เชื่อว่าจะต้องไม่ขัดใจผลการหยั่งเสียงของสมาชิกทั้งประเทศ
จับตาศึกภายในครั้งนี้ว่า สุดท้าย”มาร์ค”จะหลงเหลี่ยมให้กับ”เทพเทือก”หรือไม่

