เมื่อวันที่ 20 กันยายน ที่ศูนย์ประสานงานกลุ่มสามมิตร ต.โคกสูง อ.เมืองฯ จ.นครราชสีมา นายภิรมย์ พลวิเศษ เลขากลุ่มสามมิตร เปิดเผยถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงว่า จากการวิเคราะห์ตัวเลข ส.ส.ที่เข้าร่วมกับกลุ่มสามมิตร เฉพาะภาคอีสานมั่นใจว่าจะได้กว่า 50 คน รวมปาร์ตี้ลิสต์ด้วย และมั่นใจว่าภาคอีสานจะได้ไม่ต่ำกว่าเขตละ 30,000 เสียงแน่นอน เพราะได้เห็นยุทธศาสตร์ที่ทีมงานได้ทำงานมาหลายเดือน รวมภาคอีสาน และภาคเหนือ กลุ่มมั่นใจว่าจะได้เกิน 7 ล้านเสียงแน่นอน และบอกเลยว่านี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน เพราะมีทุกอย่างทั้งนโยบาย บารมี และกระแส
นายภิรมย์กล่าวอีกว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายอนุชา นาคาศัย เเกนนำกลุ่มสามมิตร หลังจากเดินทางไปแลกเปลี่ยนความคิดที่ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน เมื่อวันที่ 19 กันยายน จึงได้เดินทางไปแลกเปลี่ยนกับอดีต ส.ส.ภาคตะวันออก พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 5 คน ประกอบด้วย นายสราวุฒิ เนื่องจำนงค์ อดีต ส.ส.ชลบุรี, พล.ต.ท.พิทักษ์ จารุสมบัติ อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา, นายบุญเลิศ ไพริน อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา นายวิชัย ล้ำสุทธิ์ อดีต ส.ส.ระยอง และนายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการเมืองในอนาคต รวมทั้ง ผลงานของรัฐบาลในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอดีต ส.ส.ทั้ง 5 คน ได้ขอบคุณรัฐบาลสำหรับเมกะโปรเจกต์ คือ 1.EEC ภาคตะวันออก แต่ได้เสนอแนะว่ายังมีความล่าช้าในการบริหารจัดการ และยังไม่เป็นรูปธรรม 2.อยากให้มีรถไฟความเร็วสูงไปถึง จ.ระยอง 3.พัฒนาสนามบิน อู่ตะเภา และ 4.เสนอให้เมืองจันทบุรีเป็นฮับส่งออกผลไม้ของโลก
“กลุ่มสามมิตรจะได้นำความคิดเห็น และข้อเสนอเหล่านี้ไปเสนอให้กับรัฐบาลต่อไป ถ้าหากว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับข้อเสนอที่เป็นประโยชน์แก่พี่น้องประชาชน กลุ่ม ส.ส.ภาคตะวันออก ก็มีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมกับพลังประชารัฐ หรือสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ในโอกาสต่อไป คิดว่าเขาน่าจะมาอยู่กับเรา และเห็นว่าเขาก็ต้องการมาก โพลภาคตะวันออกสำรวจออกมาว่าอันดับที่ 1 ที่ประชาชนต้องการให้เป็นนายกฯ คนต่อไปคือ พล.อ.ประยุทธ์” นายภิรมย์ กล่าว
นายภิรมย์กล่าวอีกว่า ทั่วประเทศขณะนี้ ผู้ที่จะลงสมัคร ส.ส.น่าจะลงตัวมากแล้ว และสัปดาห์หน้าจะมีข่าวใหญ่ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) ใน จ.เชียงใหม่ 2-3 คน จะย้ายมาสังกัดกลุ่มสามมิตร แต่ตอนนี้ยังเปิดเผยไม่ได้ แต่มีแนวโน้มค่อนข้างชัดเจนที่ตอบรับว่าจะมาร่วมกับกลุ่มสามมิตร และหนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ต่อไป ส่วนภาคอีสานประชาชนตอบรับนโยบายของรัฐบาล เช่น บัตรสวัสดิการจนคน เรื่องค่าเก็บเกี่ยวข้าวหลังคาละ 18,000 บาท ตอบรับดี ตนว่าวันนี้ถ้ามีผู้สมัครในเขตภาคอีสานกว่า 110 เขต ตนว่าคะแนนที่ประชาชนจะกาลงคะแนนไม่ต่ำกว่าเขตละ 30,000 คะแนน มั่นใจได้แน่นอน
“กรณีพรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้ปลดล็อกทั้งหมด และหาเสียงโดยใช้โซเซียลได้นั้น ผมว่าเป็นเรื่องของรัฐบาล แต่ว่าการที่จะสื่อไปถึงประชาชน ไม่จำเป็นต้องไปขึ้นปราศรัยหาเสียง ก็เสนอนโยบายความเป็นไปได้ให้กับประชาชนได้เป็นรูปธรรม ส่วนนโยบายกลุ่มเรื่องปรองดอง แต่อดีตนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมาตอบโต้กัน จะมีปัญหาปรองดองได้หรือไม่นั้น ผมคิดว่าคงไม่บานปลาย เพราะ พล.อ.ประวิตรเคยทำงานร่วมกับนายทักษิณ และนายทักษิณก็ทำงานกับ พล.อ.ประวิตรมาก่อน แค่พูดทางสื่อ คงไม่ทะเลาะอะไรกัน แค่เสนอความคิดเห็นกัน แต่วันนี้ผมสัมผัสได้ว่าคนไทยไม่อยากทะเลาะกันอีกแล้ว ไม่อยากประท้วงกัน ชาวต่างชาติจะได้มาเที่ยว จะได้เก็บภาษีมาให้คนจน วันนี้ต้องขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ปฏิวัติปั๊บ คนยากคนจนได้เงินเดือนๆ ละ 500 บาท ตั้ง 18 ล้านคน ฉะนั้น ไม่ทะเลาะกันหรอก ปรองดองแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้านายเก่า นายทักษิณก็อยากให้ประเทศไทยเดินหน้า และเป็นปกติสุข และ พล.อ.ประวิตรก็ประคับประคองประเทศไทยมาตั้ง 5 ปี ประเทศชาติสงบได้ เขาไม่อยากให้ประเทศวุ่นวายทั้ง 2 คน” นายภิรมย์ กล่าว
นายภิรมย์กล่าวต่อว่า หลังการเลือกตั้ง พรรคที่ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลนั้น ถือว่าเป็นครรลองในระบอบประชาธิปไตย แต่สถานการณ์จริงในอนาคตเรายังไม่รู้ เพราะการโหวตเป็นนายกฯ ถ้ารวมกันเกินครึ่งคน ก็เป็นนายกฯ หรือต้องอาศัย ส.ว.มาช่วยก็เป็นไปได้ตามกรอบกฎหมาย ฉะนั้น ใครจะได้ที่หนึ่งสองสามก็ไม่แน่จะได้เป็นนายกฯ อาจจะสองสามสี่ห้ารวมกันแล้วเป็นนายกฯ ก็ได้ ส่วนสามมิตรมาถึงวันนี้ดีขึ้นทุกวัน ตนดูโพลในกรุงเทพฯ ปรากฏว่าเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล พรรคประชารัฐคะแนนขึ้นสูง บางเขตชนะ ปชป.บางเขตชนะ พท.ขนาดว่ายังไม่เป็นรูปเป็นร่างของกลุ่มที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ
“ส่วนสนามโคราชเราสู้ทั้ง 14 เขต กระแสข่าวต่อต้านไม่ให้ประชาชนไปลงคะแนนนั้น ผมคิดว่ามันบังคับพี่น้องประชาชนไม่ได้หรอกว่าไม่ให้ออกไปใช้สิทธิใช้เสียง ทุกวันนี้ประชาชนอยากออกไปเลือกตั้งทุกคน จะได้เป็นประชาธิปไตย ฉะนั้น จะป้องกันไม่ให้คนไปใช้สิทธิคงเป็นไปไม่ได้” นายภิรมย์ กล่าว

