ปี่กลองการเมืองโหมโรงกันทุกเวที ต่างคณะต่างแข่งขันกันเรียกผู้ชมกันคึกคัก ขานรับการเลือกตั้งที่ประกาศไว้ว่าจะเปิดคูหาให้ประชาชนกาบัตรกันในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 อีก 5 เดือนข้างหน้านี้แล้ว
แม้ว่าก่อนหน้านั้น วันเลือกตั้งจะประกาศแล้วเลื่อนมาหลายรอบ จนคำ “เราจะทำตามสัญญา” ผู้คนฟังแล้วชินไปในทางแปลว่า “พร้อมจะเบี้ยว” แต่เที่ยวนี้ดูจะไม่เป็นอย่างนั้น หากเกิดการเลื่อนอีก ดูท่าอาการเหลืออดจะแสดงออกกันพร้อมเพรียงมากขึ้น
ความเกรงกลัวว่าจะเข้าเงื่อนไข “ไม่สงบเลือกตั้งไม่ได้” ดูว่าคนจะให้ราคาน้อยกว่าอนาคตประเทศที่นับวันจะเห็นร่วมกันไปในทางไม่มีความหวังสำหรับคนส่วนใหญ่
ประเด็นที่ถกกันวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องเลือกตั้งมีหรือไม่ หรือเลือกเมื่อไร แต่เป็น “รัฐบาลหลังเลือกตั้งจะอยู่ได้นานแค่ไหน”
บทสรุปที่ทุกวงสนทนาเห็นพ้องไปในทางเดียวคือ “หากพรรคเพื่อไทยเดินเต็มเหนี่ยว จะยังเป็นพรรคที่ได้ ส.ส.มากที่สุด”
แต่หากจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้นาน
ในทางเดียวกัน หาก “คสช.สืบทอดอำนาจได้สำเร็จ” ด้วยกลไกกฎหมายที่เขียนปูทางไว้ให้อย่างไม่แคร์ความรู้สึกชาวบ้านร้านตลาด กระบวนการคานอำนาจที่เปิดบทบาทให้รัฐสภาแสดงให้มากขึ้น จะทำให้การบริหารประเทศของ “รัฐบาล คสช.ภาค 2” เป็นไปด้วยความทุลักทุเล
กระทั่งหวั่นกันว่าเวลาที่ประเทศจะคืนสู่ประชาธิปไตยที่รอคอยกันมายาวนาน 5 ปี จะสูญเปล่า เพราะที่สุดแล้วการเมืองหลังเลือกตั้งที่ไปไม่รอด จะนำการปกครองประเทศกลับสู่การใช้ “รัฐประหาร” เป็นทางออกอีกครั้ง
และหากเป็นเช่นนั้น เชื่อกันว่าแม้กระทั่ง “บางกลุ่มชน” ที่สดชื่นในวาสนา “รวยกระจุก” แบบเต็มๆ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ก็ยากจะรักษาโอกาสที่อำนาจรัฐเอื้ออำนวยให้ เพราะสภาวะของประเทศจะหนักหนาเกินกว่าที่ให้ประโยชน์กับใครได้
ด้วยเหตุนี้ความคิดที่จะดีไซน์ทางออกการเมืองหลังเลือกตั้ง ไม่ให้วนกลับมาสู่ทางตันจึงเกิดขึ้น
และข้อสรุปที่ว่า ทุกฝ่ายต้องไม่ได้ทั้งหมด และเสียทั้งหมด จึงเกิดขึ้น
ทางเลือกจึงเป็น “ตัวกลาง”
รัฐบาลที่ทุกฝ่ายมีช่องทางเข้ามามีส่วนร่วมสะสางปัญหาของประเทศร่วมกัน จึงเป็นความคิดที่เริ่มมีเค้าลาง
ประเด็นมาอยู่ที่ “ตัวกลาง” ควรจะเป็นใคร
พรรคการเมืองกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุน “การสืบทอดอำนาจของ คสช.”
พรรคการเมืองกลุ่มหนึ่งที่ต่อต้านอำนาจนอกระบบอย่างหัวชนฝา
ทั้ง 2 กลุ่มนี้ย่อมชัดเจนว่า “ไม่อยู่ในฐานะคนกลาง”
และหากมองไปที่ “ประชาธิปไตย” คล้ายกับว่า “ไม่เข้าพวกใคร” แต่หากมองลึกลงไปกลับกลายเป็นพรรคที่อยู่ในสภาวะ “ปฏิเสธหมดทั้ง 2 ฝ่าย” คือไม่มีทางที่จะสานเยื่อใยกับเพื่อไทย ขณะเดียวกันก็แสดงออกถึง “ความเก้อเขิน” ที่จะร่วมสนับสนุนอำนาจนอกระบบปิดเพิ่มบาดแผลตอกย้ำ “ภาพที่ไม่เอื้อต่อความรู้สึกว่าไขว่คว้าหาอำนาจโดยไม่จริงใจต่อประชาธิปไตย และเคารพการตัดสินโดยประชาชน”
ไปไม่ได้ในสถานะ “คนกลางผู้ประสาน” เช่นกัน
และนี่เองที่คำตอบมาลงตัวที่ “พรรคขนาดกลาง”
ในกลุ่มนี้ หากติดตามความเคลื่อนไหวจะพบว่า “ภูมิใจไทย” ที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รั้งตำแหน่ง “หัวหน้าพรรค” เดินแรงและเข้าเป้าที่สุด
การจัดทัพเพื่อเตรียมเลือกตั้งเที่ยวนี้ ความอึกทึกครึกโครมอาจจะอยู่ที่ “พลังดูด” ของ “ประชารัฐ” แต่คนที่จับกระแสความเคลื่อนไหวแบบ “กระจ่างในพื้นที่จริงๆ” ต่างรู้ว่า “ตัวหลักในหลายจังหวัด” ตัดสินใจประกาศใส่เสื้อ “ภูมิใจไทย” ไปเรียบร้อย ด้วยความมั่นอกมั่นใจในทิศทางที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” กระซิบบอกแบบลับเฉพาะ
เป็นความเคลื่อนไหวเงียบๆ ที่กระแสแรงขึ้นโดยไม่ต้องป่าวร้อง
ด้วยเหตุนี้เอง การเมืองหลังเลือกตั้ง
“อนุทิน ชาญวีรกูล” จึงเป็นชื่อที่ไม่จับตา (ไม่ได้แล้ว)
การ์ตอง

