“ลุงตู่” แนะเยาวชน เลิกติดกับดักประชาธิปไตย อยู่บนความขัดแย้ง ขอช่วยทำประเทศสงบเดินหน้าสู่ปชต.สากล
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 22 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล คณะนักเรียนทุนพระราชทานในโครงการทุนการศึกษา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร รุ่นที่ 1-5 เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อรับโอวาท พร้อมนำเสนอนิทรรศการผลงานของนักเรียนทุนพระราชทานฯ โดย พล.อ.ประยุทธ์ให้โอวาทตอนหนึ่งว่า อย่าไปเสียสมองในเรื่องที่ไม่ควรคิด เราต้องเอาเยี่ยงอย่างในสิ่งที่ดี สิ่งที่ไม่ดีอย่าไปเอามา เราคาดหวังวันหน้ามุ่งสู่การพัฒนา พ้นประเทศที่ติดกับดักการมีรายได้ปานกลาง พ้นกับดักตัวเอง กับดักประชาธิปไตย กับดักทางความคิด กับดักความขัดแย้ง สิ่งเหล่านี้ต้องแก้ไขให้ได้ในระยะเวลาอันสั้นที่มียังอยู่ และอยากฝากให้ทุกคนคิดว่า สิ่งแรกที่ต้องนึกคือ เราต้องเป็นบุคคลที่มีคุณค่าของประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ เพื่อวางทายาทที่เกิดใหม่ในการปฏิรูปการศึกษาในปี 60 เป็นต้นไป
นายกฯกล่าวว่า คนเราเกิดมามีโอกาสไม่เท่ากัน ดังนั้น ต้องเรียนรู้ ขวนขวาย พยายามไปสู่ตรงนั้นให้ได้ เป็นคนดีของสังคม ทำงาน ดูแลพัฒนาประเทศชาติ ดูแลพ่อแม่ สร้างครอบครัวในอนาคต พัฒนาตัวเองไปตามกระบวนการต่างๆ ไม่ใช่เรียนจบแล้วไปสะเปะสะปะในทางอื่น วันนี้ประเทศไทยต้องมีแบบแผน ยุทธศาสตร์เดินหน้าประเทศ สร้างความเข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถ สิ่งสำคัญคือสร้างทรัพยากรมนุษย์ ทุกคนคือส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศนี้ทั้งสิ้น เป็นพลังบริสุทธิ์ทำให้ประเทศชาติปลอดภัยในวันข้างหน้า ไม่ใช่เป็นพลังแห่งความขัดแย้ง หรือพลังนำไปสู่การแบ่งพวก แบ่งฝ่าย ในอนาคตจะต้องไม่เกิดขึ้นเป็นอันขาด อันตรายมากที่สุดสำหรับประเทศเราเวลานี้
นายกฯกล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลทำเพื่อถวายพระองค์ท่าน เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้นำหลักการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาขับเคลื่อน ซึ่งเราสามารถนำหลักการนี้มาใช้ได้ทั้งหมด เพียงแต่เราต้องเข้าใจคำนี้ให้ถูกต้อง ทุกอย่างที่ทุกพระองค์รับสั่งมามีปรัชญาทั้งสิ้น ต้องแปลให้ถูก หากแปลผิดก็จะเป็นเรื่อง และจะทำผิดๆ ถูกๆ กันไปเรื่อย บางอย่างเอามาปนกัน อย่างเรื่องการออม การประหยัด ซึ่งสมเด็จพระบรมได้ทรงถ่ายทอดมา ก็รับฟังที่พระราชทานเล่ามาตลอดชีวิต ฟังแล้วคิดว่าต้องยังไง ไม่ใช่ว่าอ่าน ฟัง ท่อง สอบ จบ ไม่รู้ว่ามันคืออะไร อย่ารู้เพียงกระพี้หรือเปลือกนอก จะรู้อะไรต้องรู้ให้จริงๆ รู้ถึงแก่น อะไรที่ไม่รู้ก็พึ่งคนอื่น แลกเปลี่ยนความรู้กัน คนเราต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ตอนนี้ประเทศไทยปริญญาเอก 3 หมื่นกว่าคน ตนถามว่าประเทศไทยควรจะเจริญไหม ไม่ใช่ไม่เจริญ มีปัญหาอยู่ทุกอย่างในการขับเคลื่อน ในการแสดงความคิด ในกระบวนการสร้างสรรค์ต่างๆ มันหายไป ซึ่งมันต้องมาจากทุกท่าน
นายกฯกล่าวว่า วันนี้ที่พระองค์ทรงเป็นห่วง ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องความมั่นคง ถ้าความมั่นคงไม่เกิด บ้านเมืองไม่สงบ อย่างอื่นเกิดไม่ได้เลย ความไว้วางใจสูญสิ้นไปในทันที ตนก็พยายามทำให้ทุกอย่างสงบเงียบ เรียบร้อย พยายามอย่างเต็มที่ มีการบังคับใช้กฎหมาย ประเทศทุกบ้านทุกเมืองทำให้เกิดความเท่าเทียมด้วยกฎหมายฉบับเดียวกัน ทุกคนต้องเคารพกฎหมายอันเดียวกัน วันนี้กฎหมายที่ตนออกไปคือกฎหมายที่ทุกคนต้องปฏิบัติ ไม่ใช่คนนี้ปฏิบัติได้ คนนี้ไม่ได้ คนนี้โดนจับ อีกคนไม่โดนจับ จับทั้งหมด ต้องเป็นอย่างนี้ ที่ผ่านมาอาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ก็เลยถูกบิดเบือน สร้างความไม่เข้าใจมาตลอด เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารเสียหายไปทั้งหมด
“วันนี้ต้องทำให้ประเทศชาตินิ่งสนิทและเดินไปข้างหน้าตามขั้นตอนประชาธิปไตยที่เป็นสากล คำว่าสากล ไม่ใช่เลือกตั้งหรือการทำประชามติอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องการรับฟังความคิดเห็น ความร่วมมือ เผื่อแผ่แบ่งปันระหว่างกัน ไม่ใช่เอาทุกอย่างมาขัดแย้ง แล้วแบ่งขั้วแบ่งฝ่ายอย่างที่ผ่านมา เรื่องแบบนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีก รัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชนอย่างแท้จริง และต้องเป็นประชาชนที่มีความรู้เพียงพอจะได้ไม่ถูกบิดเบือนอีกต่อไป ไม่เช่นนั้นจะถูกชักพาไปอย่างอื่นหมด” นายกฯ กล่าว

