วิวาทะทางการเมืองที่ถูกกล่าวถึงกันมากในสัปดาห์ก่อน คงไม่มีเรื่องไหนโด่งดังเกินกรณี “เกาะโต๊ะ”
แรกๆ ฝ่ายแฉดูจะได้เปรียบ แต่ต่อมา ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า “อัปลักษณะ” ของระบบการเมือง/ราชการไทยนั้น มิอาจเกิดจาก “คนเกาะโต๊ะ” เพียงฝ่ายเดียว แต่ย่อมเป็นผลลัพธ์จากการยอมสมประโยชน์กับ “ผู้เกาะโต๊ะ” ของ “เจ้าของโต๊ะ” ด้วย
หรือบางคนคงรู้สึกว่าการ “เกาะโต๊ะ” คือ สิ่งสามัญธรรมดาภายใต้ระบบราชการไทย ที่มีโครงสร้างบุคลากรใหญ่โตยิบย่อย และมี “ฐานานุกรม” ซ้อน “ฐานานุกรม” ไล่เรียงลงไปเป็นขั้นๆ
สิ่งที่อยากนำเสนอในคราวนี้หลุดพ้นจากข้อถกเถียงเรื่องการเมืองไทยไปไกลพอสมควร
แต่น่าจะช่วยชี้ให้เห็นภาพใหญ่กว่าของ “วัฒนธรรมเกาะโต๊ะ” ที่อาจเป็นผลพวงของสังคมโลกร่วมสมัย พอๆ กับที่เป็นหน่อเนื้อเฉพาะในสังคมไทย
“เกษียร เตชะพีระ” เพิ่งจะเขียนซีรีส์บทความชุด “ปรากฏการณ์อาชีพเฮงซวย (Bullshit Jobs)” ลงในคอลัมน์การเมืองวัฒนธรรม นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์
โดยเป็นการแปล-เรียบเรียงบทความและบทสัมภาษณ์ของ “เดวิด เกรเบอร์” ศาสตราจารย์สาขามานุษยวิทยา แห่ง London School of Economics
สำหรับเกรเบอร์ “อาชีพเฮงซวย” นั้นแตกต่างจาก “อาชีพห่วย”
“อาชีพห่วย” คือ การงานที่มีภาพลักษณ์ไม่ดี รายได้ต่ำ ทว่าเป็นประโยชน์หรือช่วยบริบาลสังคม
นี่เป็นวิชาชีพที่มักถูกมองข้าม แต่ถ้าขาดผู้ประกอบวิชาชีพเหล่านั้นไป คนในสังคมก็จะเดือดร้อนทันตาเห็น
ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล คนเก็บขยะ ช่างซ่อมรถ ครู คนงานท่าเรือ พนักงานในระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ หรือคนล้างส้วม ฯลฯ
ตรงกันข้าม “อาชีพเฮงซวย” คือ วิชาชีพที่ได้รับความเคารพนบนอบจากคนในสังคม มีค่าตอบแทนดี สิทธิประโยชน์มากมาย
แต่นี่เป็นการทำงานที่แม้กระทั่งผู้ครอบครองตำแหน่งเองก็ยังแอบรู้สึกว่าอาชีพของตนนั้นช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี หรือไม่ค่อยได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ตัวอย่างอาชีพที่เกรเบอร์ยกมา ก็มีทั้งซีอีโอกองทุนหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ นักล็อบบี้ นักวิจัยด้านประชาสัมพันธ์ ฯลฯ
(ถ้าเว้นช่องว่างให้คนอ่านเติมคำต่อ เราคงได้ตัวอย่าง “อาชีพเฮงซวย” อีกมากมายหลายหลากชนิด/บริบท)
นักมานุษยวิทยาผู้นี้ยังจัดแบ่งประเภทของ “อาชีพเฮงซวย” ออกเป็นหมวดหมู่ ซึ่งทั้งสร้างความขบขันและกระตุ้นให้ฉุกคิด อาทิ
“พวกประจบป้อยอ” ที่ดำรงอยู่เพื่อทำให้ใครบางคนดูดี รวมทั้งเพื่อสร้างความรู้สึกดีๆ ให้แก่ตัวเจ้าของตำแหน่งเองในบางกรณี
“พวกติดเทปกาว” คือคนซึ่งมีหน้าที่คอยแก้ปัญหา ในสิ่งที่ไม่ควรจะต้องเป็นปัญหามาตั้งแต่ต้น
“พวกติ๊กช่อง” คือคนหรือหน่วยงานที่อ้างว่าตัวเองกำลังทำงานอะไรบางอย่างอยู่ ทั้งที่เอาเข้าจริงอาจไม่ได้ทำอะไรเลย
เกรเบอร์วิเคราะห์ว่า “อาชีพเฮงซวย” เกิดจากหลอมรวมกันระหว่างระบบราชการ (ภาคสาธารณะ) กับภาคเอกชน
พูดอีกอย่างคือ “ระบบราชการอันเทอะทะไร้ประสิทธิภาพ” ได้ก่อตัวและแพร่ขยายอยู่ในองค์กรภาคเอกชน หลังมีการถ่ายโอนแรงงานจำนวนมากเข้าสู่ “งานด้านวิชาชีพ บริหารจัดการ งานเสมียน งานขายและบริการ”
นี่เป็นปัญหาของระบบทุนนิยม ที่ต้องมีคนมานั่งทำงานเอกสารในออฟฟิศ 40-50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ (โดยอาจใช้เวลาทำงานจริงราว 15 ชั่วโมง)
ทั้งที่ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเอื้อให้คนใช้เวลาทำงานได้น้อยกว่านั้น
ขณะเดียวกัน ในแง่การเมือง นี่คือการตรึงผู้คนมหาศาลไว้ภายใต้วินัยการทำงานอันเข้มงวด จนปราศจากจินตนาการ/ความคิดสร้างสรรค์อื่นๆ
นี่อาจเป็น “นิทานคนละเรื่องเดียวกัน” กับวิวาทะ “เกาะโต๊ะ” ในสังคมไทย
ปราปต์ บุนปาน

