หน้าแรก การเมือง คอลัมน์เรืองช...

คอลัมน์เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ ใครจะเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เอ่ย?

28.09.18 | 13:00 น.

หากไม่มีเรื่องผิดพลาดคลาดเคลื่อน วันที่ 26 กันยายน 2561 พรรคประชาธิปัตย์จะประชุมอย่างเป็นทางการ ณ ที่ทำการพรรค และวันที่ 27 กันยายน (เมื่อวาน) นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก จะแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ด้วยเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก หมอวรงค์จึงแจ้งใช้ลานพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่มหาวิทยาลัยนเรศวรหาราช เวลา 13.00 น. เป็นที่แถลงข่าวเปิดตัว

อย่าไปกล่าวหาว่าหมอวรงค์หาเสียงกับนักศึกษามหาวิทยาลัยนเรศวรก็แล้วกัน เพราะถึงอย่างไร การสมัครเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หมอวรงค์แจ้งว่า ยังไม่เคยมีชาวพิษณุโลกสมัครเป็นหัวหน้าพรรคนี้

เรื่องของหัวหน้าพรรคการเมือง โดยเฉพาะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่มีความต่อเนื่องมายาวนาน ทั้งหัวหน้าพรรคแต่ละคนล้วนมาจากสมาชิกพรรคเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาก่อน ทั้งที่เป็นหัวหน้าพรรคมานานสองสามสมัย เป็นที่รู้จักนับถือของสมาชิกและผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง

หัวหน้าพรรคอย่างน้อย 3 คน เคยเป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ นายควง อภัยวงศ์ มาถึง นายชวน หลีกภัย เป็นติดต่อกัน 2 สมัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่จะสมัครเป็นหัวหน้าพรรคอีกสมัย

Advertisement

พรรคประชาธิปัตย์เคยมีหัวหน้าพรรคบางคนที่ได้รับเชิญมาเป็น คือ ดร.ถนัด คอมันตร์ อยู่ในยุคที่พรรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนนิยมน้อยที่สุด รวมถึงการเป็นหัวหน้าพรรคเพียงปีเดียวหรือสมัยเลือกตั้งเดียว เช่น นายบัญญัติ บรรทัดฐาน

แต่พรรคประชาธิปัตย์ยังเป็นพรรค การเมืองที่มีระบบระเบียบการเลือกหัวหน้าพรรคเป็นที่ยอมรับของสมาชิก และมีวาระการดำรงตำแหน่งชัดเจน

ครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะมีการแก้ไขปรับปรุงข้อบังคับพรรคครั้งใหญ่ น่าจะรวมถึงระเบียบการเลือกหัวหน้าพรรคด้วย

ผู้สมัครเป็นหัวหน้าพรรคเท่าที่ปรากฏต่อสาธารณะ น่าจะได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายอลงกรณ์ พลบุตร นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ทั้งน่าจะมี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อีกคนหนึ่ง

ส่วนจะมีคนอื่นอีกหรือไม่ วันนี้พรุ่งนี้ถึงวันที่เปิดรับสมัครอาจมีเพิ่มเติม เพื่อผลทางการเมือง หรือผลการเลือกตั้งตามที่มีการวางหมากกลกันเอาไว้ตามประสาพรรคการเมืองเก่าแก่มาก่อน

เรื่องของพรรคการเมืองประเทศไทยมีลักษณะไม่เป็นไปตามธรรมชาติ มีกฎหมายกำกับทั้งการเป็นพรรคการเมือง การเป็นกรรมการพรรค การเป็นสมาชิกพรรค เช่นครั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้พรรคการเมืองที่จะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งลงสมัครต้องมีสมาชิกจำนวนเท่านั้นเท่านี้

ยังดีที่ไม่บังคับให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไปด้วย มิฉะนั้น ความเป็นประชาธิปไตยคงเป็นเพียงแต่ชื่อ ส่วนวิธีการไม่ได้เป็นประชาธิปไตยในความหมายอย่างแท้จริง

วันนี้ ทุกพรรคการเมืองที่แสดงจุดยืนจะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง น่าจะมีผู้สมัครเกือบครบถ้วนสมบูรณ์ตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าจะเป็นแบบไพรมารี หรือแบบใด

เพราะเรื่องของการเมืองมิได้เริ่มตั้งแต่การมีรัฐธรรมนูญเท่านั้น หากมีมาโดยตลอด เพียงแต่การแสดงออกมิได้เป็นไปตามกำหนดกฎเกณฑ์ที่รัฐบาลหรือทางราชการหรือคณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด เช่น ชุมนุมกันเกินกว่า 5 คน การวิจารณ์รัฐบาลหรือราชการที่มิได้มาจากการเลือกตั้ง หากแต่เป็นรัฐบาลเผด็จการกำหนดขึ้นมาเอง เช่น การชูสามนิ้วนับเป็นการเมือง ต้องเชิญตัวไปปรับทัศนคติ

สำหรับประเทศไทย หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง คนไทยที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจะไปแสดงตน ณ คูหาเลือกตั้ง เข้ากาบัตรด้วยตัวเอง โดยตรงและลับ ทั้งไม่ไปใช้สิทธิซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง

ขณะที่ฝ่ายรัฐยังให้มีโทษหากไม่ไปใช้สิทธิ อะไรจะขนาดนั้น ตลกดีไหมประชาธิป ไตยแบบไทย-ไทย