‘เพื่อไทย’กวาด200อัพ เป็นไปได้-ราคาคุย?

28.09.18 | 12:45 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณี นายเสนาะ เทียนทอง ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทยกล่าวปลุกใจสมาชิกพรรคโดยมั่นใจการเลือกตั้งทั่วไปในต้นปี 2562 พรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส. 200 คนขึ้นไป


ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

เข้าใจว่าการประเมินของนายเสนาะ น่าจะอยู่ใน 2 มิติ
1.ทีมงานเพื่อไทยน่าจะได้ทำโพล ประเมินสถานการณ์วัดจากคะแนนนิยมที่มีวิธีการ เช่น การทำโพลทั่วไป เป็นฐานสำคัญที่ทำให้รู้ว่าคะแนนนิยมในกลุ่ม ส.ส.พรรคเพื่อไทย ยังได้รับความนิยมอยู่ 2.เข้าใจว่านายเสนาะคงมีเครือข่ายทางการเมืองในพื้นที่ โดยเฉพาะเขตสระแก้วและบางส่วนของภาคอีสาน คงได้รับข้อมูลคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทย จึงสามารถประเมินได้ว่าพรรคเพื่อไทยยังมีความนิยมอยู่ค่อนข้างมาก

ส่วนที่บอกจะได้ 200 ที่นั่ง คิดว่าอาจจะเกินไป แต่คะแนนนิยมจากการทำโพลหลายสำนัก และการหยั่งคะแนนเสียงของนักการเมืองหลายๆ คนก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

กรณีที่ ส.ส.โดนดูดออกไป หากกระแสพรรคเพื่อไทยยังเป็นที่ได้รับความนิยมขนาดนี้ ในมุมกลับพรรคเพื่อไทยจะสามารถใช้เป็นเงื่อนไขในการโจมตีหรือพยายามชี้ให้เห็นว่านักการเมืองที่ออกไปจากพรรค ไม่ได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองจริง อาจทำให้พรรคเพื่อไทยได้กระแสบวกในมุมกลับก็ได้

Advertisement

เข้าใจว่า คสช.ก็รู้ และคงมีการทำโพล ทำวิจัยพอสมควร ในการหยั่งเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า จึงไม่แปลกที่การขยับของ คสช. อาจนำไปสู่เกณฑ์ในการยุบพรรคเพื่อไทย เช่นที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม พูดว่ากรณีพรรคเพื่อไทยไปตั้งพรรคสำรอง ต้องมีอะไรสักอย่าง ทำอะไรผิดเอาไว้ แสดงว่าทางพรรคเพื่อไทยเองก็เป็นกังวลเรื่องนี้

ขณะเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ประกาศเข้าสู่การเมือง ถ้า คสช.แพ้เท่ากับว่าทุกสิ่งที่วางมา 4 ปี จะล้มหมด จึงจำเป็นต้องทำทุกทางเพื่อให้ คสช. ชนะการเลือกตั้ง ถ้ากระแสแบบนี้อาจต้องใช้มาตรการขั้นรุนแรง คือหาทางยุบพรรคเพื่อไทย

หากพรรคเพื่อไทยไม่โดนยุบ และได้ 200 ที่นั่งจริง สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของ คสช. ว่าที่ผ่านมา 4 ปี ไม่สามารถทำอะไรหรือแก้อะไรได้เลย ทั้งรัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง กลไกต่างๆ ที่ คสช.ใช้ในรอบ 4 ปีนี้ ล้มเหลวหมดเลย

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์คิดว่าก็คงกระทบหนัก เนื่องจากที่ผ่านมาตั้งแต่ก่อนปี 2557 ไม่ได้ทำการปฏิรูปพรรค ไม่ได้สร้างการสื่อสารที่ถูกต้องกับประชาชน ไม่ได้สร้างความเข้าใจ และคิดว่าคงมีความขัดแย้งในพรรคพอสมควร ไปๆ มาๆ ในการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคที่บอบช้ำสุดคือ พรรคประชาธิปัตย์ น่าเสียดายที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค มีเวลามากพอที่จะปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปพรรค และเครือข่ายต่างๆ ในพรรค แต่เลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย เพื่อประคับประคองเสถียรภาพอำนาจของตนเอง

คำพูดที่ว่า “พรรคเพื่อไทยส่งเสาไฟฟ้าลงเลือกตั้งก็ชนะ” เช่น ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา ขณะนี้คิดว่าบางพื้นที่น่าจะยังได้อยู่ เช่น พื้นที่อีสาน ต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยสามารถพัฒนาความนิยมจากตัวบุคคลขึ้นไปสู่พรรคในภาคอีสาน ภาคเหนือ เหมือนพรรคประชาธิปัตย์มีในทางภาคใต้

นี่คือความน่าสนใจว่าพรรคเพื่อไทยสามารถยกระดับจากความนิยม ส.ส. คะแนนนิยมส่วนตัว ความนิยมนายทักษิณ ชินวัตร เข้าไปสู่การนิยมพรรค จึงมีโอกาสมีความเป็นไปได้ในบางพื้นที่

 

รศ.สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง

การประเมินของนายเสนาะก็เพื่อเป็นขวัญกำลังใจกับคนในพรรค แต่หากมองถึงความเป็นไปได้คงลำบาก เพราะระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมคงไม่เอื้อให้พรรคไหนได้ที่นั่งมากขนาดนั้น การนับทุกคะแนนทำให้ได้ที่นั่งทุกพรรคอยู่แล้ว ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะได้ 200 กว่าที่นั่ง แต่เชื่อว่าเพื่อไทยจะได้มามากกว่าเพื่อน
พูดแบบนี้เป็นการสร้างขวัญกำลังใจ อาจจะทำให้คนที่ลังเลตัดสินใจอยู่กับพรรค เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ควรดูว่า คนที่พูด พูดในฐานะใด อย่างนายกฯก็มองอีกแบบ คือเพื่อไทยต้องได้ไม่เท่าไร จึงพูดว่าถามประชาชนหรือยัง พรรคประชาธิปัตย์เองก็คิดว่าตัวเองจะเกินร้อย แต่ความจริงอาจจะไม่ถึงก็ได้ คนพูดวันนี้ใช้สำหรับ 3 เดือนข้างหน้าไม่ได้

อย่างตอนเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. พรรคเพื่อไทยคะแนนนำโด่งหลายโพล แต่พอเอาเรื่องเผาราชประสงค์มาพูดสถานการณ์พลิกทันที ฉะนั้นวันนี้แต่ละพรรคก็พยายามหาทางให้พรรคตัวเองได้เปรียบ อย่างกรณี พล.อ.ประยุทธ์ออกมาพูดว่าถ้าเลือกเพื่อไทยบ้านเมืองจะวุ่นวาย ก็เป็นการพูดให้เห็นว่าอย่าไปเลือกนะ ถ้าเลือกแล้วจะเป็นอย่างที่ทำให้ คสช.ต้องมายึดอำนาจ คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์จะได้ผลหรือไม่ ก็แล้วแต่คนจะเชื่อหรือไม่ เหมือนกับอีกฝั่งที่พูดเรื่องประชาธิปไตย แต่ตอนนี้ยังประเมินอะไรไม่ได้ คงแล้วแต่ว่าใครจะจุดประเด็นติด

ขณะเดียวกันด้านพรรคประชาธิปัตย์ยังเหมือนตั้งหลักไม่ได้ ถ้าเลือกตั้งวันนี้ก็อาจจะแย่ แต่กว่าจะถึงวันเลือกตั้งจริงๆ ก็อาจจะตั้งตัวติดแล้วก็ได้

อย่างไรก็ตาม ดูจากระบบที่เป็นอยู่ มีการแบ่งที่นั่งกันหมดทุกพรรค แต่ก็คิดว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ยังเป็น 2 พรรคอันดับแรกของประเทศอยู่ เพียงแต่ประชาธิปัตย์ก็อาจจะยังสับสนอยู่ เพราะอย่างที่เห็นในโพลหลายแห่ง พรรคประชาธิปัตย์ก็ลงมาเป็นที่ 3 หรือที่ 4 บ้าง

ดร.ฐิติพล ภักดีวานิช
คณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลราชธานี

สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยยังมีส่วนหนึ่งที่เหนียวแน่นอยู่ แต่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถมองการเลือกตั้งเป็นของตายได้ พฤติกรรมหรือบริบทการเลือกตั้งต่างๆ เปลี่ยนไปจากเดิมเสมอ คู่แข่งมีมากขึ้น ไม่ได้มีเพียงประชาธิปัตย์อย่างเดียว เช่น พรรคอนาคตใหม่ เป็นต้น

ถ้าดูยุทธศาสตร์ในการหาเสียงของเพื่อไทย ก็ยังเป็นไปได้สูงจะได้เสียงข้างมาก เพราะมีการเก็บข้อมูลในเชิงพื้นที่ และการทำวิจัยการเก็บข้อมูลในตัวผู้สมัครเอง มองว่ามีการทำงานอย่างเป็นระบบมากกว่าพรรคอื่น การเลือกตั้งในปี 2554 สมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผมได้ทำงานวิจัยโดยคุยกับผู้สมัคร ส.ส. พรรคเพื่อไทย ทราบว่าพรรคมีการเก็บข้อมูลเรื่องคะแนนนิยมของแต่ละคนในพรรค สะท้อนให้เห็นว่าทำงานอย่างเป็นระบบแบบของพรรคการเมืองในโซนตะวันตก

ด้านพรรคประชาธิปัตย์เองก็ไม่ได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์มากอย่างที่ควรจะทำ หากปรับตัวในเชิงกลยุทธ์ ก็จะมีโอกาสได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นได้
ประเด็นการดูด ส.ส. มีผลกระทบหรือไม่ ส่วนตัวมองว่ามีสิทธิ แน่นอนว่านโยบายแต่ละพรรคมีผลอย่างมากก็จริง แต่ความสัมพันธ์เชิงบุคคลในการลงพื้นที่ต่างๆ มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนไทยพอสมควร และปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจจะเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด หากดูการเลือกตั้งตั้งแต่ช่วงปี 2543 ที่พรรคไทยรักไทยเกิดขึ้นมา มองว่าพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนก็เปลี่ยนไปพอสมควร แม้การซื้อเสียงยังคงมีอยู่เรื่อยมา แต่ผมไม่ได้มองว่าคนจะเลือกเพราะซื้อเสียง เพราะข้อเท็จจริงในพื้นที่ต่างๆ หลายพรรคก็จ่าย คนก็รับจากทุกพรรค แต่เวลาเลือกมีการตัดสินใจจากหลายปัจจัย

การรัฐประหารที่ผ่านๆ มา มองว่าเป็นสิ่งที่ส่งผลบวกต่อเพื่อไทยมากกว่า การที่จะให้ชินวัตรหรือทักษิณออกจากระบบการเมือง การใช้ทหารไม่ใช่กลไกจะทำให้สิ่งดังกล่าวเกิดขึ้นได้เลย ผมมองว่าคนที่ต่อต้านเพื่อไทยไม่ได้มองในความเป็นจริง เพราะการรัฐประหารในปี 2549 ไม่ได้ทำให้คะแนนนิยมของทักษิณลดลงเลย แต่กลับทำให้ทักษิณหรือตระกูลชินวัตรเอง ถูกมองว่าเป็นผู้ถูกกระทำในกลุ่มผู้สนับสนุน ได้คะแนนสงสารเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ขณะที่ผลเสียจากรัฐประหารในปี 2557 ทำให้โอกาสในการสื่อสารระหว่างพรรคเพื่อไทยรวมถึงพรรคการเมืองต่างๆ ได้รับผลกระทบ คือมีการปิดกั้นเสรีภาพในการสื่อสาร ปิดกั้นเสรีภาพทางการเมือง

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ที่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคยังไม่นิ่ง มองว่าไม่น่าจะมีผลต่อคะแนนเสียงมากนัก ถ้าดูแผนที่การเลือกตั้งในตอนนี้ คิดว่าคะแนนเสียงต่างๆ น่าจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ ในภาคใต้ประชาธิปัตย์น่าจะยังเป็นฝ่ายที่ได้คะแนนเสียงข้างมากอยู่ แต่ตอนนี้ส่วนแบ่งทางการตลาดของประชาธิปัตย์อาจจะลดน้อยลง จากการเกิดขึ้นของพรรคของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แต่ในภาคอีสานและเหนือ พรรคเพื่อไทยอาจจะยังได้เสียงข้างมากอยู่

ขณะที่กลุ่มที่น่าสังเกตและจับตาคือ กลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ เสียงเหล่านี้ถือว่าสำคัญ เพราะเป็นจำนวนเสียงที่มากพอสมควร หากคนเหล่านี้อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การออกมาเลือกตั้งอาจจะทำให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นจุดนี้จึงอยู่ที่กระบวนการในการหาเสียงของพรรคต่างๆ โดยเฉพาะพรรคอนาคตใหม่ ถ้าสามารถใช้ยุทธศาสตร์การหาเสียงกระตุ้นให้กลุ่มคนรุ่นใหม่เหล่านี้ออกมาเลือกตั้งได้ ย่อมอาจมีผล เสียงของกลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นความหวังสำหรับกลุ่มที่ต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้

เพราะฉะนั้นหากมีการเลือกตั้ง สมมุติว่าเพื่อไทยได้ แล้วมีคนไม่เห็นด้วย ก็ควรให้เป็นไปตามระบบ เช่น ในอเมริกามีคนไม่เห็นด้วยกับโดนัลด์ ทรัมป์ ก็สามารถใช้กลไกต่างๆ มาตรวจสอบการทำงานหรือมีการตั้งคำถามไป แล้วเมื่อครบวาระก็มีการเลือกใหม่ได้ ปัญหาอย่างหนึ่งคือ คนส่วนหนึ่งเชื่อว่าเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น ก็ควรจะใช้วิธีพิเศษในการจัดการ นี่คือปัญหาของประเทศ ถ้าคนเชื่อในระบบกลไกทางกฎหมาย สิ่งต่างๆ ก็สามารถที่จะดำเนินต่อไปได้ อันนี้จะไม่ถูกมองว่าเป็นความขัดแย้ง