รายงาน : ‘กกต.’ติวเข้ม‘พรรค’ วางกฎเหล็กเลือกตั้ง62

29.09.18 | 13:00 น.

หมายเหตุสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินกิจกรรมแก่พรรคการเมืองและผู้ขอแจ้งเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง มี นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. และ กกต.ทั้ง 4 คน รวมทั้ง พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. และนายทะเบียนพรรคการเมือง ผู้บริหารสำนักงาน กกต.ร่วมชี้แจง โดยมีตัวแทนพรรคการเมือง 59 พรรค 84 กลุ่มการเมือง รวม 451 คน เข้ารับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ที่โรงแรมเซ็นทาราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์

อิทธิพร บุญประคอง

ประธาน กกต.

แนวทางจัดการเลือกตั้งครั้งแรกหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญนั้น ขณะนี้เริ่มมีความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้งแล้ว โดย กกต.ได้ทยอยออกระเบียบต่างๆ สำหรับการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ กำหนดให้มี ส.ส. 500 คน แบบแบ่งเขต 350 คน บัญชีรายชื่อ 150 คน การลงคะแนนใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว คือแบบแบ่งเขต แล้วนำคะแนนไปคำนวณจำนวนสมาชิกแบบบัญชีรายชื่อ นอกจากนี้ คะแนนดังกล่าวยังมีผลต่อการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีด้วย ถือว่ากากบาทเลือก 1 ครั้ง ส่งผลถึง 3 ด้าน คือ ส.ส.แบ่งเขต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี

Advertisement

ส่วนการเตรียมความพร้อมของพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง ปัจจุบันมีกลุ่มการเมืองที่ขอแจ้งเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง 119 กลุ่ม มีพรรคที่ผ่านการรับรองจาก กกต. 6 พรรค และในช่วงบ่ายวันที่ 28 กันยายน กกต.จะประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบอีก 2 พรรค เบื้องต้นจึงมีพรรคการเมืองเก่าและใหม่ที่จดทะเบียนถูกต้องได้รับการรับรองทั้งสิ้นแล้ว 74 พรรค สำหรับพรรคเก่ามีหลักเกณฑ์ต้องดำเนินการ คือ ต้องมีทุนประเดิม 1 ล้านบาท และต้องจัดให้มีสมาชิกไม่น้อยกว่า 500 คน ชำระค่าบำรุงไม่น้อยกว่า 500 บาท ภายใน 180 วัน ซึ่งนับตั้งแต่ 14 กันยายน ในกรณีที่พรรคการเมืองดำเนินการไม่ทัน ขอขยายเวลาได้ 180 วัน จากนั้นหากทำไม่ทันให้ถือว่าพรรคนั้นสิ้นสภาพไป อย่างไรก็ตาม ใน

กรณีค่าบำรุงพรรคการเมือง คำสั่ง คสช.ผ่อนปรนให้ชำระได้ไม่น้อยกว่า 50 บาทต่อคนกรณีพรรคการเมืองใหม่ ต้องเร่งจัดทำคำประกาศอุดมการณ์การเมืองและนโยบายพรรค ให้ครบถ้วนสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ขอให้หัวหน้าพรรคดำเนินการให้ครบถ้วน และต้องการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคให้ครบถ้วนแล้วเสร็จก่อน 90 วัน หรือก่อนวันที่ 10 ธันวาคมนี้ หากไม่แล้วเสร็จขอขยายเวลาได้อีก 90 วัน เมื่อสิ้นสุดเวลายังดำเนินการไม่ทัน พรรคนั้นจะไม่สามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และ กกต.ไม่สามารถจัดสรรเงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองให้ได้

ส่วนการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองว่า จะประกอบไปด้วยกรรมการบริหารพรรค 4 คน ตัวแทนสมาชิก 7 คน พิจารณาสรรหาผู้สมัครโดยให้คำนึงถึงตัวแทนจากภูมิภาคต่างๆ โดยเสนอชื่อให้กรรมการบริหารพรรคเพื่อให้ความเห็นชอบ สำหรับการเตรียมความพร้อมการจัดการเลือกตั้งของสำนักงาน กกต.นั้น ขณะนี้ กกต.ได้ออกระเบียบว่าด้วยการแบ่งเขตเลือกตั้ง ประกาศจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขต และจำนวนเขตเลือกตั้งแล้ว โดยระยะเวลาแบ่งเขตต้องแล้วเสร็จภายใน 53 วัน สามารถประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ เพื่อให้พรรคการเมืองมีเวลาหาสมาชิก ทั้งนี้ กกต.จังหวัดจะเสนอรูปแบบการแบ่งเขตจำนวน 3 รูปแบบ และเริ่มปิดประกาศเพื่อรับฟังความเห็นจากพรรคการเมืองและประชาชน ในระหว่างวันที่ 4-13 ตุลาคมนี้

พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา

เลขาธิการ กกต.และนายทะเบียนพรรคการเมือง

หลังจากมีการประกาศ พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้งแล้ว ทุกพรรคการเมืองจะมีเสรีภาพในการหาเสียงในโซเชียลมีเดีย แต่ต้องเป็นไปตามมาตรา 70 ของกฎหมายพรรคการเมือง โดยจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กกต.กำหนด ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการที่จัดทำระเบียบดังกล่าวมีการประชุมไปแล้ว โดยมีหลักการคือ ภายหลังมี พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง จะให้เสรีภาพในการหาเสียงในโซเชียลมีเดีย แต่พรรคการเมืองจะต้องแจ้งว่าจะหาเสียงผ่านโซเชียลมีเดียอะไรอย่างไรให้ กกต.ได้รับทราบ โดยไม่ต้องรอให้ กกต.อนุมัติ แต่อย่าลืมว่ามีกองเชียร์และกองแช่ง

กกต.จะให้ความสำคัญเรื่องกองแช่ง หากพบว่าพรรคการเมืองแจ้งวิธีหาเสียงมาแล้ว แต่มีกองแช่งไปแอบอ้างแล้วไปหาเสียงที่มีข้อความใส่ร้าย กกต.ก็จะทำการติดตามตรวจสอบว่าตรงกับที่พรรคการเมืองได้แจ้งไว้ตอนแรกหรือไม่ และแจ้งให้พรรคนั้นๆ ทราบเพื่อดำเนินการต่อไป ส่วนข้อความการหาเสียงในโซเชียลมีเดียนั้น ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้ง ถ้าข้อความนั้นต้องห้าม หรือกระทบกระเทือนผู้อื่น กกต.จะขอให้พรรคการเมืองลบข้อความ ถ้าไม่ลบ กกต.ก็จะมีวิธีลบข้อความ นอกจากนี้ หากคณะกรรมการไต่สวน กกต. พบว่าข้อความดังกล่าวเป็นลักษณะการใส่ร้าย ทำให้คนอื่นเสียหาย จนทำให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งโดนใบแดง ตามกฎหมายใหม่ ถ้าศาลฎีกาพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง บุคคลนั้นจะต้องชดใช้ค่าเสียหายจัดเลือกตั้งใหม่ด้วย โดยให้ศาลฎีกาพิพากษาสั่งให้ชดใช้

ส่วนรูปแบบการหาเสียงตามปกตินั้น ก็จะเปลี่ยนไปเยอะ โดยเฉพาะการสนับสนุนโดยรัฐ ที่จะต้องมีการให้พรรคการเมืองดีเบตนโยบาย ส่วนจะมีการจัดรูปแบบอย่างไรยังไม่ได้ข้อสรุป และให้พรรคการเมืองได้แถลงนโยบาย ส่วนเรื่องป้ายหาเสียงนั้นก็จะมีเรื่องที่ยากสำหรับ กทม. ที่ฝั่งถนนหนึ่งอาจเบอร์หนึ่ง อีกฝั่งถนนหนึ่งเป็นอีกเบอร์หนึ่ง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความสับสน ส่วนการจัดป้ายหาเสียงต้องหาข้อสรุปกับพรรคการเมืองว่าจะติดป้ายที่ใดบ้าง รวมทั้งเรื่องขนาดป้ายหาเสียงด้วย ความปรารถนาของนายทะเบียนพรรคการเมืองคืออยากให้ทุกพรรคการเมืองอยู่ครบถ้วน ซึ่งตนกำลังรวบรวมข้อมูลให้พรรคการเมืองได้ทราบว่าการกระทำอะไรบ้างที่จะทำให้มีโทษถึงขั้นยุบพรรค

การหาเสียงในโซเชียลมีเดีย กกต.อยู่ระหว่างยกร่างระเบียบการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้มีเสรีภาพในการหาเสียงในโซเชียลมีเดีย พรรคการเมืองเพียงแจ้งมายัง กกต.ว่าจะหาเสียงทางเฟชบุ๊ก หรือไลน์ ในชื่อใดโดยไม่ต้องขออนุมัติ ทั้งนี้ สาเหตุที่ต้องยกร่างระเบียบเนื่องจากในการหาเสียงจะทั้งกองเชียร์และกองแช่ง กองแช่งมีมากกว่า อาจมีผู้อื่นเข้ามาใส่ร้าย ตามที่รู้กันดีว่าเฟชบุ๊กถูกปลอมเยอะ ซึ่งผู้ถูกแอบอ้างไม่รู้เรื่องเลย กกต.มีเจ้าหน้าที่เทคนิคคอยตรวจสอบ ซึ่งดิจิทัลสามารถสืบค้นไปถึงต้นทางได้ สำหรับข้อความในการหาเสียงในโซเชียลมีเดียหลักการคือห้ามใส่ร้าย สัญญาว่าจะให้ หรือซื้อเสียง ถ้าพบข้อความไม่เหมาะสม กกต.จะขอให้ลบ ถ้าไม่ลบ กกต.ก็จะลบให้

แสวง บุญมี

รองเลขาธิการ กกต.

การตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครของพรรคการเมือง คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/61 ทำให้การตั้งกรรมการสรรหาผู้สมัครแตกต่างไปจากเดิม คือ จากที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง สมาชิกเลือกผู้สมัครขึ้นมา กลายมาเป็นตั้งกรรมการสรรหาขึ้นมาเลือกผู้สมัคร แต่รายละเอียดการปฏิบัติทุกอย่างยังเหมือนเดิม ดังนั้น การจะเป็นผู้สมัครในจังหวัดหรือเขตใด สมาชิก ตัวแทนสาขา หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดนั้นๆ เป็นผู้ให้ความเห็น ฉะนั้น ถ้าส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งทั่วประเทศ อย่างน้อยก็ต้องมีการตั้งตัวแทนพรรคการเมืองหรือสาขาพรรคการเมืองประจำจังหวัด จังหวัดละ 1 คน หรือ 1 สาขา เพราะตามคำสั่ง คสช.ที่ 13 กำหนดว่า ในการสรรหาผู้สมัครของพรรค คณะกรรมการสรรหาพิจารณาในการสรรหาด้วย

ส่วนแนวทางการหาสมาชิก แนะนำให้ดำเนินการไปตามการหาสมาชิกเพื่อจัดตั้งพรรค 500 คน ยอมรับว่าการหาสมาชิกของพรรคการเมืองมีปัญหาอุปสรรค สำนักงาน กกต.เตรียมทำหนังสือถึง คสช.เพื่อขอให้กำหนดแนวทางให้ชัดเจนขึ้น เพราะแต่ละพรรคจะต้องหาสมาชิกเพื่อจัดตั้งสาขาและหัวหน้าสาขาพรรค ในกรณีที่จะส่งผู้สมัครทั่วประเทศต้องมีสมาชิก 7,700-10,000 คน ขณะนี้ยังตอบได้ไม่เต็มร้อยว่าทำได้แค่ไหน สำหรับประเด็นการใช้โซเชียลมีเดียในการติดต่อสมาชิกและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค แต่การติดต่อกับสมาชิกนั้น จะทำได้ในประเด็นที่มีการคลายล็อกตามคำสั่ง คสช.ที่ 13/61 และการติดต่อทางธุรการเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นยังถือว่าเข้าข่ายต้องห้ามตามคำสั่ง คสช.ที่ 57/57 ในเรื่องการหาเสียง กกต.ยอมรับว่าเป็นห่วงเพราะไม่ได้เป็นผู้ใช้ดุลพินิจ เรื่องเกี่ยวกับความไม่สงบเรียบร้อยอยู่ในอำนาจของ คสช. กกต.ทำได้แค่อธิบายไม่ให้เดินมาใกล้เหว