หลังจากเปิดใจว่า “สนใจการเมือง” เมื่อสบโอกาส พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ก็ยังอธิบายความในใจผ่านสื่อมวลชนต่อไปอีกว่า
“แม้จะหงุดหงิดบ้างแต่ 4 ปีมานี้ก็ปรับตัวมาตลอด เสียงของผมวันนี้นุ่มนวลขึ้น ไม่ดุเดือด ใช่หรือไม่”
พล.อ.ประยุทธ์ห่วงและกังวลว่า การเมืองจะเดินหน้าไปอย่างไร การปฏิรูปขั้นที่ 1 รวมไปถึงยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บท จะได้รับการดำเนินการต่อเนื่องหรือไม่
ฟังแล้วคล้ายวางมือไม่ได้ ตายตาไม่หลับ !
หรือว่าจะต้อง “แบก” ภารกิจอันหนักอึ้งนี้ต่อไปอีก 20 ปี ติดตามยุทธศาสตร์ชาติไปจนชีวิตนี้ไม่ได้หยุดไม่ได้พัก
จะบอกว่า อย่าเชียวนะ พล.อ.ประยุทธ์ควรจะหยุดแล้ว ต่อแต่นี้ไป ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม
การเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่ง่ายนัก
ไม่เพียงแต่ “น้ำเสียง” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ว่าปรับลดโทนลงแล้ว ปรับวอลุ่มให้นุ่มนวลขึ้น
การเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยจะต้องปรับตั้งแต่บุคลิกภาพ ท่วงท่าลีลา และทัศนคติที่ต้องเปิดกว้าง 360 องศา
คนที่ “ฟังคนไม่เป็น” เอาแต่จะพูด จะทนแรงเสียดทานควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ในที่สุดนิสัยดั้งเดิมที่โมโหร้าย ฉุนเฉียวง่ายก็จะออกมา
ถึงแม้ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จะซุ่มซ่อนเตรียมตัวเตรียมใจมากว่า 4 ปี แต่เมื่อกระโจนเข้าสู่สนามการเมืองในระบอบประชาธิปไตยจริงๆ จะไปไม่รอด
“ผู้นำทางการเมือง” ที่สมาร์ทนั้นได้รับ “ความไว้วางใจ” จากประชาชนผ่านกระบวนการการเมืองที่มีเสรี
ผู้นำประเภทนั้นผจญกับแรงเสียดทานมามาก มีความมั่นคงทางอารมณ์ มีความสามารถในการโน้มน้าว นำคนด้วยสติและปัญญา
ไม่ใช่นำด้วย “นิ้วชี้” หรือนำด้วยเสียงคำราม
ยิ่งเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการปฏิรูปการเมืองให้มีธรรมาภิบาล
ไม่แน่ใจว่า “ปฏิรูป” กับ “ธรรมาภิบาล” ที่ว่านั้น มีความหมาย และขอบเขตแค่ไหน
ทราบหรือไม่ว่า คนทั้งโลกถือว่าการปล้นทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการปล้นชิงเอาทรัพย์สิน ไปจนถึงปล้นสิทธิเสรีภาพ ปล้นอำนาจบริหาร ล้วนแต่ “ผิดกฎหมาย”
ความมีธรรมาภิบาลของการเมือง ไม่ใช่แค่เรื่องซื้อสิทธิขายเสียง
ในระบบการเมืองที่มีธรรมาภิบาลนั้น “การเปลี่ยนถ่ายอำนาจ” จะไม่มีการใช้ปืนใช้รถถัง ไม่มีการใช้กำลังรบเข้าแย่งยึด !?!!

