ต้องยอมรับว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา มากด้วยลีลา และท่วงท่าด้านหนึ่งก็กระมิดกระเมี้ยน แบบ “ใกล้เข้าไปอีกนิด-ชิดเข้าไปอีกหน่อย”
ซึ่งแม้ ใครๆ ก็รู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ เข้าสู่การเมืองแน่
แต่ก็สงวนท่าที ไม่บอกให้ชัด พูดแค่ว่า ตอนนี้อยู่ในขั้นตอน “ผมสนใจการเมือง”
ส่วนสนใจแล้วจะทำอย่างไร ขออุบไต๋ไว้ก่อน
ถือเป็นการทิ้งไพ่ทีละใบเพื่อประโยชน์แก่ตนมากที่สุด และคู่แข่งจับทางไม่ถูก
แต่ก็น่าสังเกตว่า ขณะที่รำรอบวงไปเรื่อยๆ
บางจังหวะก็เปลี่ยนไป “รำมวย” ด้วย
อย่างที่เห็นกัน
หลัง นายเสนาะ เทียนทอง ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ออกมาข่มว่า พรรคเพื่อไทยจะได้เก้าอี้ ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 200 ที่นั่ง
ส่วน พล.อ.ประยุทธ์แม้จะถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป แต่ก็ไม่สามารถทำหน้าที่บริหารงานต่อไปได้
ปรากฏว่า มีรำมวยให้ดูทันที “ให้คุณเสนาะไปพักผ่อนได้แล้ว แก่แล้ว ดูถูกคนไทยได้อย่างไร”
แถมยังมีมือมืดไปดูด 2 หลานของนายเสนาะไปร่วมพรรคพลังประชารัฐให้ “ปวดหัวใจ” เล่นๆ ด้วย
ย้อนกลับไปที่ “ลีลามวย” ด้วยมีอะไรที่น่าสนใจ
โดยเฉพาะประโยคต่อท้ายที่ว่า “ดูถูกคนไทยได้อย่างไร”
ซึ่งคำพูดลักษณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ มักใช้บ่อย
คือ จะไม่ยอมเป็นคู่กรณี โดยลำพัง
หากแต่จะพ่วงเอาคนไทยบ้าง ประเทศไทยบ้าง มาร่วมเป็นมวยหมู่ด้วย
เหมือนต้องการแสดงให้เห็นว่า โจมตี พล.อ.ประยุทธ์คือการโจมตีคนไทย และประเทศไทยด้วย
เช่นเดียวกับพูดถึง “ยุทธศาสตร์ของชาติ” พล.อ.ประยุทธ์จะไม่ลังเลที่จะบอกเป็นของชาติ “ห้ามแตะ”
และล่าสุด ก็ได้สั่งตั้งสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ขึ้นมาเพื่อป้องกัน “ไข่ในหิน” ด้วย
แถมยังรำมวยใส่ฝ่ายที่มีแนวโน้มจะมารื้อยุทธศาสตร์แห่งชาติของตนด้วย
อย่างที่เราเห็นบนเวทีการประชุมประจำปี 2561 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ยุทธศาสตร์ชาติ อนาคตไทย อนาคตเรา” ว่า
“ใครที่อยากทำให้มาพูดแข่งกับผม คำว่าอนาคตนี่กระทบใครหรือไม่เนี่ย ชอบตั้งกันว่าชื่ออนาคตๆ กันเยอะเหลือเกิน ให้เขาพูดแบบผมเนี่ยพูดได้มั้ย มาพูดสิ ใครจะทำอนาคต ให้มาพูดแข่งกัน”
แต่กรณีนี้อาจการ์ดตกไปนิด เลยถูก นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่สวนกลับนิ่มๆ
“ผมประกาศมาแต่แรกว่าจะทำการเมืองใหม่ที่สร้างสรรค์ ร่วมกันทำให้ประเทศไทยมีอนาคตที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ขอเสนอว่าควรถึงเวลาที่เราจะหยุดไปท้าแข่งใครพูดยาวๆ แต่มาทำงาน ออกนโยบายแข่งกัน น่าจะมีอนาคตกว่าครับ”
เจอท้าทำงาน มากกว่ามาแข่งขันพูด ก็คงเจ็บตามสมควร
ก็ถือเป็นบทเรียนสำหรับ “ผู้สนใจการเมือง”
และว่าไป พล.อ.ประยุทธ์ก็คงพูดต่อไป
เพราะนี่ถือเป็น ลีลา ที่เจ้าตัวเชื่อมั่นว่า เป็นทีเด็ดหนึ่ง สำหรับก้าวสู่ “การเมือง”
และช่วงชิงเอาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาครองอีกรอบ โดยคราวนี้ไม่ใช่การยึดอำนาจ
แต่มาตามระบอบประชาธิปไตย อันอบอุ่นภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ดึงเอาผู้บัญชาการเหล่าทัพ “ใหม่” เข้ามาเป็นทุกเหล่าทัพ
โดยมี พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เป็น เลขาธิการ
ซึ่งนี่ก็เป็นอีกลีลา ที่ พล.อ.ประยุทธ์ดึงเอาผู้บัญชาการเหล่าทัพใหม่มาเป็นพวกเดียวกัน อย่างกับงาน “รูทีน” !
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

