ไม่ว่าจะต่อ นายอุตตม สาวนายน ไม่ว่าจะต่อ นายสนธิรัตน์ สนธิ จิรวงศ์ คำถามซึ่งติดปากนักข่าวคือ
พรรคพลังประชารัฐตั้งขึ้นเพื่อรองรับการสืบต่ออำนาจหรือไม่
อย่าไปหงุดหงิดกับ “นักข่าว” เลย อย่าไปสงสัยว่า “นักข่าว” มีวาระอะไรในทางการเมืองเลย
เพราะพอเห็น นายสกลธี ภัททิยกุล, นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ และ นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ ปรากฏตัวอย่างคึกคัก ประสานกับการเป็นกรรมการบริหารพรรค
ภาพที่บุคคลเหล่านี้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ก็สดใสกาววาวขึ้นมา
คำตอบก็ชัดว่าพวกเขาเป็นพรรคพลังประชารัฐ
จุดน่าสนใจเป็นอย่างมากก็คือ ไม่ว่าสถานะของ นายอุตตม สาว นายน นายสนธิรัตน์ สนธิจิรรัตน์ นายสุวิทย์ เมษิณทรีย์ นายกอบ ศักดิ์ ภูตระกูล
อะไรเป็นด้านหลัก อะไรเป็นด้านรอง
สถานะแห่งความเป็น “รัฐมนตรี” เป็นหลัก หรือสถานะแห่ง ความเป็นหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค โฆษก พรรค เป็นหลัก
สะท้อนให้เห็นว่า หากด้านหนึ่งเป็นหลัก อีกด้านหนึ่งก็เป็นรอง
การยินยอมให้บรรดา “รัฐมนตรี” เหล่านี้เข้าไปมีบทบาทในการสร้างพรรคพลังประชารัฐ จึงสะท้อนความใจกว้างเป็นอย่างมากของรัฐบาล
นับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป แสงแห่งสปอตไลต์ย่อมฉายจับอย่างเป็นพิเศษ
ทำงานคุ้มกับ”เงินเดือน”ของ”ประชาชน”หรือไม่
มีความคึกคัก มีความเบิกบานอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะมองผ่านใบหน้า นายอุตตม สาวนายน หรือ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์
แต่ยอมรับเถิดว่า ทุกอย่างเริ่มเข้าสู่”มิติ”ใหม่
เป็นมิติในทางการเมืองอย่างเต็มพิกัด เป็นมิติที่ทุกย่างก้าวจะอยู่ในสายตาของประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพรรค การเมืองอันเป็นคู่แข่ง
สงคราม”การเมือง”ได้เริ่มนับ 1 อย่างแท้จริงแล้ว

