‘นปช.’จี้ กกต.ให้ความชัดเจนปม กม.ประชามติ ลั่นหากอาทิตย์หน้ายังไม่ชัดเจนจะไปหาอีก พร้อมเชิญชวน ปชช.ไปลงประชามติเยอะๆ-ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ‘จตุพร’แนะเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย ควรเปิดโอกาสให้ EU-UN-องค์กรนานาชาติเข้าสังเกตการณ์การทำประชามติ
เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่อิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว แกนนำ นปช. นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. นางธิดา ถาวรเศรษฐ ที่ปรึกษา นปช. นพ.เหวง โตจิราการ นายนิสิต สินธุไพร นายสมหวัง อัศราษี แกนนำ นปช. ฯลฯ ร่วมแถลงถึงกรณีร่างรัฐธรรมนูญ โดยนายจตุพรกล่าวว่า การแถลงข่าวในครั้งนี้เราตั้งใจกันว่าเมื่อใดที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. จัดแถลงข่าวเรื่องรัฐธรรมนูญ พวกเรา นปช.ก็จะใช้สิทธิแถลงเช่นเดียวกัน เพราะที่ผ่านมาเราได้ร้องขอมาตลอดแต่ไม่เคยได้รับสิทธิ โดยประเด็นที่เราจะแถลงคือในเรื่องของการทำประชามติหลังการร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. และคณะเสร็จสิ้น และมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ประชามติ สังคมไทยขณะนี้กำลังอยู่ท่ามกลางความกลัวในการแสดงความคิดเห็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งพวกตนได้เดินทางไปที่ กกต. โดยเรียกร้องให้ กกต.มีความชัดเจนในเรื่องข้อกฎหมายในการทำประชามติ โดยเฉพาะมาตรา 61 ที่ทางผู้นำ กรธ.และ สนช. อธิบายแตกต่างกันจนประชาชนสับสนว่าเรายังสามารถพูดเรื่องรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ทั้งนี้ ในมาตรา 61 ของ พ.ร.บ.ประชามติ วรรคท้ายระบุว่า “ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย” มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกิน 5 ปี ซึ่งที่เราร้องขอนั้น เพราะการใช้คำว่า “ก้าวร้าว หยาบคาย รุนแรง ข่มขู่” เป็นการเขียนกฎหมายที่ครอบจักรวาล สร้างความกลัวให้เกิดขึ้นกับประชาชน และไม่มีมาตรวัดเลยว่าวาจาที่ก้าวร้าว รุนแรง คืออย่างใด ซึ่งถ้าวัดกันแบบนี้ก็เข้าได้ทุกคน เช่น คำว่า “หยาบคาย” เราจะเอามาตรวัดอะไรมาวัดกริยา เอากริยาของท่านผู้นำเป็นหลักใช่หรือไม่ ไม่มีใครเขียนกฎหมายกันแบบนี้มาก่อน การที่ สนช.เขียนกฎหมายที่มีลักษณะข้อห้ามเป็นนามธรรมเช่นนี้นั้น ทาง กกต.จะต้องทำให้เกิดความชัดเจน อย่างไรก็ตาม สัปดาห์หน้าถ้ายังไม่มีความชัดเจน พวกตนก็จะเดินทางไป กกต.อีกครั้งหนึ่ง ส่วนเรื่องการแสดงความเห็นเรื่องรับ-ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญพวกตนได้แสดงความเห็นส่วนตัวไป แต่ไม่ได้ไปชักจูงใคร
นายจตุพรกล่าวอีกว่า บรรยากาศการทำประชามติต้องไม่อยู่ในบรรยากาศของความกลัว ที่กลัวแม้กระทั่งการแสดงความคิดเห็น ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ คสช.ยกเลิกการทำประชามติเสีย รวมถึงการไม่ไว้เนื้อเชื่อใจที่จะให้การทำประชามติเป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรมตามความฝันของ กกต.นั้น ในทางปฏิบัติแล้วสามารถเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ดังนั้นเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย กกต.และผู้มีอำนาจควรเปิดกว้างให้ สหประชาชาติ (ยูเอ็น) สหภาพยุโรป (อียู) หรือองค์กรใดๆ ก็ตามในระดับนานาชาติมาสังเกตการณ์ในการลงประชามติอย่างเปิดเผย ซึ่งนี่เป็นเรื่องของความสุจริต โปร่งใส และความไว้เนื้อเชื่อใจ ที่ไม่ว่ารัฐหรือประชาชนต้องมีสิทธิที่จะตรวจสอบ ตนขอฝากไปยังประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบการทุจริตให้แจ้งมายัง นปช. เพื่อ นปช.จะได้ดำเนินการเอาผิด เราต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ กกต.ก็ทำหน้าที่ รัฐก็ทำหน้าที่ ประชาชนก็ทำหน้าที่ และวันที่ 7 สิงหาคมที่จะถึงนี้ เราต้องออกไปทำประชามติกันเยอะๆ ให้เสียงท่วมท้น และช่วยกันเป็นหูเป็นตาในทุกหน่วยที่มีการลงประชามติ ขอให้อยู่กันตั้งแต่เริ่มจนนับคะแนนเสร็จสิ้น อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากรัฐธรรมนูญปี 50 นั้น คือเกิดการทุจริตขึ้นมากมาย แต่ขณะนั้นเราต้องการการเลือกตั้ง จนลืมตรวจสอบการทุจริตตรงนั้น แต่ครั้งนี้เราจะไม่ยอม หน่วยเดียวก็ไม่ยอม ทั้งนี้ ตนเห็นว่าประชาชนที่จะมีสิทธิแสดงความเห็น และพูดคุยกันภายใต้เนื้อหาของรัฐธรรมนูญนี้ได้
“วันนี้นายสุเทพ เทือกสุวรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส. แถลงข่าวโดยมีการถ่ายทอดสด แต่พวกตนไม่ถ่ายทอด เพราะเราต้องการให้ประชาชนคนไทยฟังนายสุเทพให้จบก่อน พวกเราต้องการรักษาบรรยากาศ ไม่ต้องการซ้ำเติมประเทศที่มีทุกข์ยากจากภัยเศรษฐกิจอยู่แล้ว ไปจนถึงวันเวลาที่ต้องไปทำประชามติ ตนไม่อยากให้เกิดบรรยากาศว่าใครไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเป็นคนอื่น เพราะรับหรือไม่รับถือเป็นสิทธิ นอกจากนี้อีกไม่กี่วันผมจะประกาศตั้งตู้ ปณ. ซึ่งหากประชาชนพบการทุจริตในการลงประชามติให้ส่งหลักฐานมายังพวกตน แล้วพวกตนจะส่งไปยัง กกต.อีกครั้งหนึ่ง” นายจตุพรกล่าว
ด้านนางธิดากล่าวว่า ผลที่อาจจะเกิดขึ้นถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ คือ 1.ระบบการเลือกตั้ง พรรคการเมืองใหญ่ได้จำนวน ส.ส. ไม่ทิ้งห่างกันมาก แต่พรรคขนาดกลางจะได้ ส.ส.มากขึ้น นำไปสู่รัฐบาลผสม 2.มีโอกาสได้นายกรัฐมนตรีที่เป็นคนนอกไม่ใช่ ส.ส. 3.ได้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งสรรหา, เลือกกันเองโดย คสช. ซึ่งจะสามารถยับยั้งการแก้กฎหมาย, การแก้ไขรัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนราษฎร, แทรกแซงและลดทอนอำนาจนิติบัญญัติ, อำนาจบริหารของประชาชน 4.ส.ว.เหล่านี้มีอำนาจแต่งตั้งและรับรององค์กรอิสระ, ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 5.ส.ว.แต่งตั้งตามบทเฉพาะกาลเหล่านี้ 250 คน ซึ่งมีผู้บัญชาการเหล่าทัพ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการตำรวจ รวม 6 ตำแหน่ง ร่วมกับ ส.ว.แต่งตั้งอื่นๆ จะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ร่วมกับ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าคำถามพ่วงผ่านประชามติ 6.องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจที่ 4 (นอกเหนือไปจากอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ) ที่จะสามารถดำเนินที่จะสามารถดำเนินการกับนักการเมืองฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารให้ถูกลงโทษถอดถอนง่ายดาย 7.พรรคการเมืองที่มีชัยชนะในการเลือกตั้งจะไม่สามารถดำเนินนโยบายได้ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ
นางธิดากล่าวว่า 8.โดยที่ในเบื้องต้นจะได้รัฐบาลผสมที่อ่อนแอไร้เสถียรภาพ “เป็นรัฐบาลเป็ดง่อย” ไม่มีอำนาจที่จะทำตามนโยบายของตนเอง ต้องทำตามการควบคุมขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จากนั้นรัฐบาลผสมจะมีอายุสั้นมากๆ ก็เข้าสู่วิกฤตที่ต้องเอาคนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่ได้นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่แรกหลังการเลือกตั้งใหม่ๆ 9.คสช.และกองทัพมีอำนาจต่อเนื่อง ปกครองประเทศจากการที่มี ส.ว.แต่งตั้ง, คณะกรรมการปฏิรูปยุทธศาสตร์ 20 ปี เนื้อหารัฐธรรมนูญและบทเฉพาะกาลที่ทำให้มีรัฐบาลผสมและการมีนายกรัฐมนตรีคนนอก 10.การเมืองการปกครองยังไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงมีลักษณะอนุรักษนิยม, อำนาจนิยม, รัฐข้าราชการรวมศูนย์ เป็นระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนไม่ได้เป็นใหญ่ (ตามคำกล่าวของนายมีชัย)
11.เศรษฐกิจไทยถดถอยเข้าสู่มุมอับมากขึ้น อันเนื่องมาจากการเมืองไม่มีเสถียรภาพและถูกต่อต้านจากประเทศเสรีประชาธิปไตย มีปัญหาการลงทุนธุรกิจจากต่างประเทศและการส่งออก สถานการณ์เศรษฐกิจยิ่งทรุดตัวลง และความไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ความยากจน ภัยแล้ง ปัญหาเศรษฐกิจจะรุนแรงยิ่งกว่าในครั้งที่ผ่านมา 12.ประชาชนถูกลดสิทธิเสรีภาพมากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ โดยอ้างปัญหาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงความปลอดภัย ศีลธรรมอันดีเป็นข้อจำกัด รวมทั้งคุ้มครองประกาศ คำสั่ง คสช. รัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพให้ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ สิทธิทางการศึกษา (ยกเลิกเรียนฟรีชั้นมัธยมปลาย) และสิทธิสาธารณสุขจะถูกลดทอนเป็นสิทธิของผู้ยากไร้ตามกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใหม่ไม่ใช่เศรษฐีก้าวหน้า และตัดคำว่า “เสมอกัน” “ได้มาตรฐาน” “สวัสดิการจากรัฐ” สำหรับสิทธิบริการสาธารณสุขของประชาชน 13.องค์กรอำนาจสูงสุดในการพิจารณากรณีวิกฤต และไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบังคับไว้คือ องค์กรที่มีประธานศาลต่างๆ และประธานองค์กรอิสระเป็นเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งองค์กรเหล่านี้ไม่ยึดโยงกับประชาชนแต่อย่างใด ซ้ำบางกรณีให้ปลัดกระทรวงเป็นรัฐมนตรีรักษาการได้ด้วย นี่เท่ากับเป็นการแก้วิกฤตโดยมิได้ยึดโยงกับอำนาจของประชาชน
และ 14.ความขัดแย้งจะขยายตัวมากขึ้นถ้ามีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ อันเนื่องมาจากปัญหาเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เองตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นที่ทำให้การเมืองการปกครองถอยหลัง ไม่อาจจัดเป็นการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้โดยแท้จริง เพียงแต่มีการเลือกตั้ง ส.ส.จากประชาชนเท่านั้น และเมื่อคำนึงถึงบทเฉพาะกาลที่รักษาอำนาจคำสั่งต่างๆ ของ คสช. และธรรมนูญชั่วคราวทับซ้อนกับรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติ และมี ส.ว.แต่งตั้งทั้งหมดในจำนวนกึ่งหนึ่งของ ส.ส. ซ้ำตามด้วยคำถามพ่วงรัฐธรรมนูญก็ประสงค์ให้ ส.ว. แต่งตั้งมีอำนาจร่วมโหวตนายกรัฐมนตรี สุดท้ายผนวกกับกระบวนการการทำประชามติที่ไม่เป็นไปตามหลักสากลที่ต้องอนุญาตให้มีการรณรงค์อย่างเสรี แสดงความคิดเห็นต่างได้อย่างเต็มที่ จะทำให้ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาและกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญไม่อาจยอมรับกระบวนการทำประชามติได้ ความขัดแย้งเดิมที่มีอยู่ก็อาจจะถูกยกระดับสูงขึ้นจนเกินคาด
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จึงไม่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ผ่านประชามติ
“ขอเรียกร้องให้ประชาชนทุกฝ่ายใช้ความคิดพิจารณาให้รอบคอบ ให้การทำประชามติสะท้อนความเป็นจริง โดยไม่มีอำนาจรัฐมาบังคับ ขอให้เรามองไปข้างหน้าว่าการเมืองของเราต้องการระบอบอะไร” นางธิดากล่าว
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าระหว่างที่มีการแถลงข่าวมีเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนหนึ่งมาขอสังเกตการณ์บริเวณโดยรอบสถานที่จัดการแถลงข่าวด้วย

