หน้าแรก การเมือง ผู้ดำรงตำแหน่...

ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี โดย : ผศ.ดร.สมหมาย จันทร์เรือง

2.10.18 | 13:00 น.

ผู้บริหารสูงสุดของสถาบันอุดมศึกษา คือ อธิการและอธิการบดี อธิการ เป็นตำแหน่งผู้บริหารระดับวิทยาลัย (College) ส่วนอธิการบดีเป็นตำแหน่งผู้บริหารมหาวิทยาลัย (University) ในต่างประเทศใช้คำว่า “President” หรือ “Rector”

ปัจจุบันกระแสเกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมีมาอย่างต่อเนื่องเห็นควรนำเสนอสาระที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมต่อแนวคิดและความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารสถาบันอุดมศึกษาของไทยในโอกาสต่อไป ซึ่งมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้แล้วเป็นดุษฎีนิพนธ์ระดับปริญญาเอกของภาควิชาอุดมศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง “การวิเคราะห์รูปแบบการได้มาของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีในประเทศไทย” โดยมีประเด็นสำคัญต่อไปนี้

รูปแบบการได้มาในต่างประเทศ

รูปแบบและวิธีการได้มาของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีในต่างประเทศเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา นิยมใช้รูปแบบสรรหาอย่างกว้างขวาง โดยมีขั้นตอนสำคัญคือ

1.สภามหาวิทยาลัยกำหนดระเบียบหรือข้อบังคับการสรรหาอธิการบดี จากการพิจารณาหรือประเมินสถานการณ์และความต้องการของมหาวิทยาลัย

Advertisement

2.สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง “คณะกรรมการสรรหาอธิการบดี” ขึ้นคณะหนึ่งประกอบด้วย ตัวแทนจากฝ่ายต่างๆ ของมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจรวมถึงศิษย์เก่าและตัวแทนของนักศึกษาปัจจุบันด้วย

3.คณะกรรมการสรรหาอธิการบดีดำเนินการสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด และมีการประกาศทางสื่อมวลชนอย่างกว้างขวางรวมถึงสภามหาวิทยาลัยอาจทำการติดต่อไปต่างประเทศเพื่อทาบทามบุคคลที่เห็นว่าเหมาะสมมารับคัดเลือกเป็นอธิการบดี นอกจากนี้ยังประกาศรับสมัครบุคคลเข้ารับคัดเลือก หรือว่าจ้างให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งดำเนินการสรรหาอธิการบดีร่วมด้วย

4.คณะกรรมการสรรหาอธิการบดีรวบรวมรายชื่อทั้งหมดมาทำการคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามแนวทางของสภามหาวิทยาลัยและความต้องการของมหาวิทยาลัยให้เหลือจำนวนหนึ่งประมาณ 3-5 คน จากนั้นมีการดำเนินกิจกรรมเพื่อพบกับกลุ่มบุคคลในมหาวิทยาลัย และทำความรู้จักกับมหาวิทยาลัยในด้านต่างๆ ซึ่งอาจกำหนดโปรแกรมของกิจกรรมเป็นรายวัน

5.คณะกรรมการสรรหาอธิการบดี นำข้อมูลและคำให้สัมภาษณ์ทั้งหมดมาประมวลพิจารณาเทียบกับเกณฑ์ซึ่งสภามหาวิทยาลัยได้กำหนดไว้ ลงมติเลือก 1 คน นำเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยเพื่อตัดสินและแต่งตั้งอธิการบดี โดยสภามหาวิทยาลัยอาจขอข้อมูลเพิ่มเติมหรือสัมภาษณ์ผู้เข้ารับการคัดเลือกอีกครั้งก็ได้ ถ้ายังมีข้อสงสัยหรือเห็นว่ามีบุคคลอื่นเหมาะสมกว่า

รูปแบบการได้มาในประเทศไทย

รูปแบบและวิธีการได้มาของตำแหน่งอธิการบดีในประเทศไทยจากการวิเคราะห์อนุบัญญัติของสถาบันอุดมศึกษาประเภทมหาวิทยาลัยในประเทศไทย พบว่าปัจจุบันมี 7 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบการแต่งตั้ง รูปแบบการเลือกตั้ง รูปแบบการเลือกตั้งโดยกำหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้ง รูปแบบการสรรหาอย่างเดียว รูปแบบการสรรหาของคณะกรรมการผสมการหยั่งเสียง รูปแบบการสรรหาของคณะกรรมการที่มาจากการเลือกตั้ง และรูปแบบการสรรหาผสมการหยั่งเสียง โดยมีคณะกรรมการ 2 คณะ

สำหรับรูปแบบทั้ง 7 รูปแบบนั้น ปรากฏว่ารูปแบบการแต่งตั้งมีใช้มากที่สุด ได้แก่ มหาวิทยาลัยเอกชนทั้งหมด ซึ่งมีรูปแบบและวิธีการตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน โดยสภาสถาบันจากคำแนะนำของเจ้าของกิจการแต่งตั้งอธิการบดี รองลงมาได้แก่ รูปแบบผสมระหว่างการสรรหาของคณะกรรมการกับการหยั่งเสียงของประชาคมในบางขั้นตอน รูปแบบการเลือกตั้งโดยกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งบางประการ

ส่วนรูปแบบการสรรหาของคณะกรรมการอย่างเดียว รูปแบบการสรรหาของคณะกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งและรูปแบบการสรรหาผสมการหยั่งเสียงโดยมีคณะกรรมการ 2 คณะ มีใช้น้อยที่สุด

คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี

คุณสมบัติเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งและเป็นปัญหาของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมาตลอด เฉพาะอย่างยิ่งอายุ 60 ปี จะมีความเห็นอย่างไร ขอแยกพิจารณาไว้ดังนี้

1.คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีในต่างประเทศ

การได้มาของตำแหน่งอธิการบดีในต่างประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่ได้กำหนดคุณสมบัติไว้เป็นการเฉพาะเหมือน
มหาวิทยาลัยในประเทศไทย แต่สภามหา วิทยาลัยในต่างประเทศจะกำหนดคุณสมบัติตามความต้องการและสถานการณ์ของมหาวิทยาลัยในช่วงต่างๆ ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ หรือไม่เหมือนกับคุณสมบัติของมหาวิทยาลัยที่เคยกำหนดมาแล้วก็ได้

ดังนั้น ในกรณีคุณสมบัติของผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีในต่างประเทศ จึงไม่มีหลักเกณฑ์แน่นอนตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับความต้องการและสถานการณ์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งสภามหาวิทยาลัยจะต้องประเมินก่อนการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี และกำหนดคุณสมบัติที่ต้องการให้กับคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี เพื่อดำเนินการสรรหาผู้ที่เหมาะสมตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ต่อไป

2.คุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีในประเทศไทย

คุณสมบัติของผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีมีลักษณะสำคัญ 2 ประการคือ คุณสมบัติที่ต้องมีตามพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยและคุณสมบัติที่พึงมีตามความต้องการของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่กำหนดไว้ในอนุบัญญัติของแต่ละมหาวิทยาลัย

2.1 คุณสมบัติที่ต้องมีตามพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยมีพื้นฐานจากพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยอื่นๆ ได้ถือเป็นแนวทางต่อมาและเปลี่ยนแปลงบ้างบางส่วน โดยคุณสมบัติที่ปรากฏในพระราชบัญญัติของแต่ละมหาวิทยาลัยนั้น ประกอบด้วยสาระสำคัญ 3 ประการดังนี้

(1) การกำหนดคุณสมบัติทางการศึกษาระดับปริญญาเอกหรือเทียบเท่า สามารถดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้โดยไม่ต้องมีประสบ
การณ์อื่นๆ

(2) การกำหนดคุณวุฒิทางการศึกษาที่ต่ำกว่าระดับปริญญาเอกและต้องมีประสบการณ์ทางการสอนหรือการบริหารในสถาบันอุดมศึกษา หรือการบริหารองค์การ หรือเคยดำรงตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัย

(3) การกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ ตำแหน่งศาสตราจารย์สามารถดำรงตำแหน่งได้ โดยไม่ต้องมีประสบการณ์อื่นๆ ประกอบ

2.2 ลักษณะของอธิการบดีที่เป็นคนนอกหรือคนในมหาวิทยาลัยนั้น กลุ่มอธิการบดีและกลุ่มนักวิชาการที่ร่วมระดมความคิดมีความเห็นส่วนมากตรงกันว่า ไม่เป็นข้อจำกัดจะเป็นคนนอกหรือคนในมหาวิทยาลัยก็ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถส่วนบุคคลและสภาพแวดล้อมของการบริหารมหาวิทยาลัย ส่วนกลุ่มนายกสภามหาวิทยาลัยกับกลุ่มประธานสภาคณาจารย์มีความเห็นส่วนมากกว่าคนในจะเหมาะสมมากกว่าคนภายนอก เพราะทราบความต้องการและปัญหาต่างๆ ของมหาวิทยาลัยได้ดีกว่าคนนอก

2.3 คุณสมบัติเกี่ยวกับอายุและเพศของอธิการบดี กลุ่มอธิการบดี นายกสภามหาวิทยาลัย และนักวิชาการมีความเห็นตรงกันว่า ไม่ควรจำกัดอายุ ควรเน้นประสบการณ์และความสามารถเป็นประการสำคัญ แม้บุคคลที่อายุเกิน 60 ปี หรือเกษียณอายุราชการแล้ว ถ้ามีสุขภาพแข็งแรง มีความสามารถก็อาจดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้ ซึ่งความเห็นนี้แตกต่างจากกลุ่มประธานสภาคณาจารย์ที่ส่วนมากเห็นว่าผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีควรมีอายุระหว่าง 45-60 ปี ส่วนกรณีเพศชายหรือหญิงนั้นความเห็นของบุคคลทุกกลุ่มเห็นพ้องกันว่าไม่เป็นสาระสำคัญ อธิการบดีจะเป็นชายหรือหญิงก็ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารมหาวิทยาลัย

2.4 คุณสมบัติด้านความรู้เกี่ยวกับการเงิน ทุกกลุ่มมีความเห็นตรงกันว่าไม่ใช่ภารกิจหลักของอธิการบดี เพราะบุคลากรฝ่ายต่างๆ รับผิดชอบในการปฏิบัติงานโดยตรง อธิการบดีเป็นเพียงผู้กำหนดนโยบาย วางแผน และควบคุมการปฏิบัติงานเท่านั้น

2.5 คุณสมบัติในด้านการบริหารโดยทั่วไปของอธิการบดี บุคคลทุกกลุ่มมีความเห็นพ้องกันว่าลักษณะของความเป็นผู้นำที่ดี คือบุคลิกที่สำคัญของอธิการบดี ส่วนสาระสำคัญของการเป็นผู้นำที่ดีนั้น แต่ละกลุ่มมีความเห็นต่างกัน กล่าวคือ กลุ่มอธิการบดีเน้นความสุขุมรอบคอบและการวางตัวให้เหมาะสมกับตำแหน่ง กลุ่มนายกสภามหาวิทยาลัยเน้นลักษณะท่าทางที่ผู้พบเห็นเกิดความสบายใจและยอมรับนับถือ กลุ่มประธานสภาคณาจารย์เน้นการรับฟังความเห็นของผู้อื่น และให้เกียรติผู้อื่นเป็นประการสำคัญ ส่วนกลุ่มนักวิชาการเน้นลักษณะของนักบริหารเชิงธุรกิจ นอกจากนี้อธิการบดีควรอุทิศตนให้กับการบริหารมหาวิทยาลัย มีความชัดเจนในการบริหารงาน มีคุณธรรมและกล้าตัดสินใจ

อนึ่ง ด้านวาระการดำรงตำแหน่งอธิการบดี กลุ่มอธิการบดีและนายกสภามหาวิทยาลัยส่วนมากมีความเห็นตรงกันว่า ควรมีวาระ 4 ปี และเป็นซ้ำได้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน สำหรับกลุ่มประธานสภาคณาจารย์มีความเห็นแตกต่างกันหลายลักษณะ คือ มีทั้งวาระ 4 ปี 3 ปี และ 2 ปี เพราะการกำหนดวาระนานอาจเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลที่ดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้ยากและไม่ทันกับการแก้ไขปัญหาต่างๆ ส่วนความเห็นของกลุ่มนักวิชาการ มีความเห็นบางส่วนเหมือนกับกลุ่มอธิการบดี คือมีวาระ 4 ปี และเป็นซ้ำได้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน แต่อีกบางส่วนเห็นว่าไม่ควรกำหนดการซ้ำวาระโดยให้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสภามหาวิทยาลัย เพื่อให้อธิการบดีสามารถบริหารงานได้ในระยะเวลายาวนานอันมีผลดีต่อการพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง

สรุปผลจากการวิจัยคุณสมบัติที่สุดของผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี บุคคลทุกกลุ่มมีความเห็นพ้องกันว่า คุณสมบัติในภาพรวมที่สำคัญที่สุด ได้แก่ คุณสมบัติของการเป็นนักบริหารทางวิชาการ ซึ่งกลุ่มอธิการบดีเน้นการเป็นผู้นำทางวิชาการที่มีคุณธรรม มีความเสียสละ และมองการณ์ไกลหรือมีวิสัยทัศน์ กลุ่มนายกสภามหาวิทยาลัยเน้นการตัดสินใจที่ดี มีคุณธรรม และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี กลุ่มประธานสภาคณาจารย์เน้นคุณธรรม ความเป็นประชาธิปไตย และความชัดเจนในการบริหารงาน

ส่วนกลุ่มนักวิชาการเน้นมองการณ์ไกลหรือวิสัยทัศน์ มีคุณธรรม รู้จักวางแผนและติดตามงาน และมีความสามารถทางธุรกิจ ซึ่งเมื่อพิจารณาคุณสมบัติที่สำคัญจากทุกกลุ่มที่มีความเห็นตรงกัน คือ คุณสมบัติของการมองการณ์ไกลหรือมีวิสัยทัศน์ การมีคุณธรรม และการเป็นผู้นำทางการบริหารนั่นเอง

ภาพรวมและข้อเสนอแนะ
คุณสมบัติของผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีในมหาวิทยาลัยของรัฐมีกำหนดไว้ 2 ลักษณะ คือ คุณสมบัติที่ต้องมีตามพระราชบัญญัติ และคุณสมบัติที่มีตามอนุบัญญัติของแต่ละมหาวิทยาลัย ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนคงมีคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเท่านั้น ซึ่งสาระสำคัญนำมาอภิปราย ดังนี้

1.คุณสมบัติตามพระราชบัญญัติ ถือว่าเป็นข้อบังคับทางกฎหมายที่มหาวิทยาลัยต้องปฏิบัติตาม ได้แก่ คุณสมบัติที่เป็นคุณวุฒิทางการศึกษาระดับปริญญาเอก และต่ำกว่าปริญญาเอก ประกอบกับประสบการณ์ทางการสอนหรือการบริหารมหาวิทยาลัย และการมีตำแหน่งทางวิชาการเป็นศาสตราจารย์ การกำหนดคุณสมบัติดังนี้ทำให้ปิดกั้นผู้บริหารอุดมศึกษาอาชีพ ซึ่งมีความสามารถในการบริหารสูง แต่ไม่มีคุณสมบัติตามที่พระราชบัญญัติกำหนดไว้ ทำให้การสรรหาอธิการบดีไม่กว้างขวางเท่าที่ควร

2.คุณสมบัติตามอนุบัญญัติที่เกิดจากระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศของสภามหาวิทยาลัย แบ่งเป็นคุณสมบัติที่กำหนดเป็นด้านต่างๆ และคุณสมบัติที่กำหนดเป็นรายข้อตามความต้องการของแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งถือว่าเป็นผลดีในการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้อย่างเหมาะสมกับสภาพของแต่ละมหาวิทยาลัยที่แตกต่างกัน ส่วนผลเสียนั้นมาจากคุณสมบัติบางประการมีความเป็นอัตนัยหรือเป็นนามธรรม เช่น การมีคุณธรรมวัดได้ยากเพราะขึ้นอยู่กับความเห็นของแต่ละบุคคลว่าการกระทำลักษณะใดถือว่ามีคุณธรรมหรือการกระทำใดมีคุณธรรมมากหรือน้อยกว่ากัน จนไม่สามารถหาบุคคล ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวได้ครบถ้วน ทำให้คุณสมบัติที่กำหนดขึ้นไม่อาจนำไปใช้ได้ปฏิบัติจริงตามที่แต่ละมหาวิทยาลัยคาดหวังไว้

สำหรับคุณสมบัติของอธิการบดีมหา วิทยาลัยเอกชนมีการกำหนดคุณสมบัติไว้ในพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2522 ฉบับแก้ไขปรับปรุง พ.ศ.2546 คุณสมบัติส่วนมากจะแตกต่างจากที่กำหนดไว้ในมหาวิทยาลัยของรัฐ ทั้งนี้เพราะมหาวิทยาลัยเอกชนมีประวัติความเป็นมาไม่เหมือนกับมหาวิทยาลัยของรัฐ กล่าวคือ มหาวิทยาลัยเอกชนแต่เดิมเริ่มจากวิทยาลัยเอกชนที่การขอจัดตั้งมีข้อจำกัดหลายประการ เฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ และลัทธิการเมืองที่ต้องห้าม ทำให้คุณสมบัติของอธิการบดีมีข้อกำหนดในเรื่องความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ประกอบกับเป็นการลงทุนของเอกชนจึงมีคุณสมบัติเหมือนกับผู้ขอจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือสมาคมหรือมูลนิธิ

เช่น ไม่มีประวัติเสื่อมเสีย ไม่เป็นผู้วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ไม่เป็นผู้เคยถูกออกจากงานเพราะมีความผิด ไม่เป็นผู้เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุก ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ก็เหมาะสมสำหรับมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาเอกชน แม้จะมีความแตกต่างจากมหาวิทยาลัยของรัฐ

3.สภามหาวิทยาลัยหรือสภาสถาบัน คือ องค์อำนาจหลักในการสรรหาอธิการบดี จึงมีบทบาทโดยตรงต่อรูปแบบและวิธีการได้มาของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี กล่าวคือ กรณีที่สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจมากที่สุด คือรูปแบบการแต่งตั้งอธิการบดี เพราะสภามหาวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด สามารถพิจารณาคัดเลือกหรือสรรหาบุคคลใดๆ ที่เห็นว่าเหมาะสมมาดำรงตำแหน่งอธิการบดี โดยประชาคมของมหาวิทยาลัยกลุ่มต่างๆ ไม่มีส่วนร่วมหรือมีสิทธิใดๆ ในการแต่งตั้งนี้

กรณีที่สภามหาวิทยาลัยมอบอำนาจโดยการแต่งตั้งคณะบุคคลมาทำหน้าที่สรรหาอธิการบดีก็จะเกิดเป็นรูปแบบการสรรหาของคณะกรรมการ ซึ่งทำให้อำนาจของสภามหาวิทยาลัยในกระบวนการสรรหาอธิการบดีมีน้อยลง กล่าวคือ สภามหาวิทยาลัยต้องยอมรับความเห็นของคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี และส่วนมากจะแต่งตั้งบุคคลที่คณะกรรมการเสนอมา ถ้าคณะกรรมการสรรหาเสนอชื่อมาหลายคน สภามหาวิทยาลัยก็มีโอกาสพิจารณาคัดเลือกได้กว้างขวาง แต่ถ้าเสนอมาเพียงคนเดียว จะทำให้สภามหาวิทยาลัยไม่มีโอกาสเลือก ซึ่งเหมือนว่าอำนาจของสภามหาวิทยาลัยได้ถูกบั่นทอนลงตามจำนวนรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาอธิการบดีเสนอมา แต่เมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยทุกแห่งแล้ว สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจในการแต่งตั้งบุคคลที่คณะกรรมการสรรหาเสนอมาหรือไม่ก็ได้ หากว่าสภามหาวิทยาลัยไม่แต่งตั้งบุคคลที่คณะกรรมการสรรหาเสนอรายชื่อมา และไปเลือกตั้งบุคคลอื่นแทน มักเกิดปัญหาขัดแย้งในการบริหารเสมอ โดยอธิการบดีที่สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งจะไม่ได้รับการยอมรับจากประชาคมของมหาวิทยาลัย และสภามหาวิทยาลัยจะต้องมีเหตุผลที่เหมาะสมในการตอบข้อขัดแย้งกับประชาคมของมหาวิทยาลัย

ส่วนกรณีที่สภามหาวิทยาลัยมอบอำนาจให้ประชาคมของมหาวิทยาลัยมีสิทธิเสนอชื่อหรือลงคะแนนหยั่งเสียงหาบุคคลที่ได้รับคะแนนนิยมสูงสุด เพื่อดำเนินการเสนอชื่อให้แต่งตั้งนั้น จะเป็นรูปแบบการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจในการสรรหาอธิการบดีลดน้อยลงไปอีก เพราะมีข้อผูกพันตามอนุบัญญัติให้ต้องแต่งตั้งผู้ที่ได้คะแนนนิยมสูงสุดเป็นผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดียังผลให้สภามหาวิทยาลัยไม่มีโอกาสพิจารณาคัดเลือกบุคคลอื่นใดได้เลย

ดังนั้น จากเหตุผลและข้ออภิปรายที่นำเสนอมานี้ย่อมเชื่อได้ว่า สภามหาวิทยาลัยหรือสภาสถาบันเป็นองค์อำนาจสำคัญต่อรูปแบบและวิธีการได้มาของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีในประเทศไทย

ข้อเสนอแนะถ้ามีการตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาวิจัยและนวัตกรรมควรเตรียมการกำหนดกรอบของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีไว้ในพระราชบัญญัติกระทรวงการอุดมศึกษาวิจัยและนวัตกรรม ส่วนรายละเอียดหรือการได้มาของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีอาจออกเป็นกฎกระทรวงหรืออนุบัญญัติ ให้เหมาะสมกับสภาพของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชน

ผศ.ดร.สมหมาย จันทร์เรือง