หน้าแรก การเมือง ล้อมวงคุย&#82...

ล้อมวงคุย’เผด็จการวิทยา’ พิชญ์ ชี้ ปชต.ก็ต้องปรับปรุงตัว ‘วรเจตน์’แนะ ให้มีความหวังเสมอ

30.09.18 | 17:45 น.

ล้อมวงคุย’เผด็จการวิทยา’ ชี้เหตุยึดอำนาจคนหวัง’ทหาร’ จัดระเบียบ แนะ’ปชต.’ปรับปรุงตัว

เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ร้านหนังสือบุ๊คโมบี้ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สำนักพิมพ์มติชนจัดเสวนา “จากไวมาร์ฯ ถึงเผด็จการวิทยา : ประชาธิปไตยไขว้เผด็จการ” วิทยากรโดย ผศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เขียน “เผด็จการวิทยา”, ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, ดร.ภาณุ ตรัยเวช อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ผู้เขียน “ในสาธารณรัฐไวร์มา ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” และ “AMERICA FIRST รบเถิดอรชุน” ดำเนินรายการโดย นายเอกภัทร เชิดธรรมธร

ผศ.ดร.พิชญ์ กล่าวว่า หนังสือเผด็จการวิทยาเป็นบันทึกเหตุการณ์ 4 ปีที่อยู่กับเผด็จการ ระบอบเผด็จการกลับมามีความสำคัญเพราะความเปลี่ยนแปลงในโลกต่อเนื่องมาจากการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย ช่วงที่ผ่านมามีการย้อนกลับจากประชาธิปไตยที่ไม่มีคุณภาพสู่เผด็จการได้ จนเกิดกระแสการศึกษาเผด็จการกลับมาสู่โลกวิชาการ เผด็จการย้อนกลับมาเสมอถ้าภูมิคุ้มกันเราบกพร่อง ถ้าเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ขาดการตรวจสอบหรืออ้างเสียงส่วนใหญ่โดยไม่มองสิ่งอื่น เผด็จการจะกลับมา

“เหตุที่กองทัพเข้าถึงอำนาจเผด็จการได้มากกว่าฝ่ายอื่น ต้องยอมรับว่าทุกคนต้องการระเบียบเพื่อให้อยู่ด้วยกันได้ ส่วนเสรีภาพทำให้การอยู่ร่วมกันมีรสชาติ หัวใจของทหารคือการทำหน้าที่ดูแลระเบียบ ไม่ใช่ทำหน้าที่ดูแลเสรีภาพ เมื่อสังคมขาดระเบียบเขาจึงเป็นทางเลือกที่ดูดี ข้อควรระวังคือถ้าทหารกลายมาเป็นผู้กำหนดระเบียบ คุณจะบอกได้อย่างไรว่าเขาเองที่เป็นปัญหา การจัดการทหารมีหลายแบบ โดยไม่มองเขาเป็นศัตรู กองทัพต้องเป็นเครื่องมือการปกครองไม่ใช่ผู้ปกครอง

“ประชาธิปไตยมีที่มาอำนาจจากประชาชน แต่เผด็จการก็อ้างว่าทำเพื่อประชาชนเหมือนกัน จึงต้องมีการเลือกตั้งเป็นกระบวนการมาชี้วัดและต้องทำให้มีคุณภาพ ผมไม่เคยอธิบายว่าประชาธิปไตยคือการปกครองโดยเสียงข้างมาก แต่คือการปกครองโดยตัวเอง ถ้าคุณควบคุมตัวเองไม่ได้ก็เป็นประชาธิปไตยไม่ได้ ประชาธิปไตยต้องปรับปรุงตัวเอง ทำให้คนส่วนน้อยที่มีทรัพยากรทางอำนาจเล่นในกติกา ออกแบบให้ประชาธิปไตยเป็นกติกาที่ทุกคนยอมเล่นกับคุณ เมื่อทั้งสังคมเป็นองคาพยพเดียวกัน” ผศ.ดร.พิชญ์กล่าว

Advertisement

ดร.ภาณุ กล่าวว่า หนังสือ “ในสาธารณรัฐไวร์มา ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” เล่าเรื่องประวัติศาสตร์เยอรมนียุคสาธารณรัฐไวมาร์ที่ไม่ได้มีแค่เรื่องการเมือง เพราะสาธารณรัฐไวมาร์เป็นดินแดนที่ฮิตเลอร์สะสมอำนาจจนเปลี่ยนประเทศได้ หนังสือพยายามตั้งคำถามต่อวาทกรรมที่บอกว่าฮิตเลอร์มาจากการเลือกตั้งแต่ก็ไม่ดี ซึ่งคิดว่าไม่ได้มีคำตอบที่แน่นอน แต่อยากให้อ่านในหนังสือ

“ส่วนสิ่งที่น่าสนใจของหนังสือ ‘เผด็จการวิทยา’ คือเราจะรู้ว่าทำไมคนยังต้องการเผด็จการอยู่ แม้ประชาธิปไตยจะพัฒนามาจากเผด็จการ แต่ในทางกลับกันเสรีภาพเป็นเรื่องน่าอึดอัด เพราะหมายถึงการมีคนไม่เห็นด้วยกับคุณ ด่าทอใช้คำพูดรุนแรงซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่อยากเจอ ในบริบทของไวมาร์หนึ่งในสิ่งที่คนเยอรมันคิดคือทำไมเรามาทะเลาะกันเอง ถ้าไม่ทะเลาะประเทศเราจะยิ่งใหญ่มาก ความไม่ลงรอยนี้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเสรีภาพ ไวมาร์ยุคนั้นนอกจากเรื่องการเมืองคนเริ่มมีเสรีภาพมากขึ้น อย่างเสรีภาพเรื่องเพศ ที่ปรากฏผ่านภาพยนตร์หรือสื่อต่างๆ มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ ทำให้คนอึดอัดว่าทำไมต้องอยู่แบบที่ตัวเองไม่ชอบ ขณะที่เผด็จการบอกเราว่าต้องชอบหรือไม่ชอบอะไร จึงหมดข้อถกเถียง เมื่อเสรีภาพเป็นเรื่องน่าอึดอัด ทำให้คนโหยหาผู้มีอำนาจมากำหนดกฎเกณฑ์ ในหมู่คนทำงานประชาธิปไตยก็จะมีดราม่าทะเลาะกันในเฟซบุ๊กตลอดเวลา แง่หนึ่งมันเป็นส่วนหนึ่งจากเสรีภาพที่ทำให้เราทำงานร่วมกันบนความแตกต่างได้” ดร.ภาณุกล่าว

ด้าน ศ.ดร.วรเจตน์ กล่าวว่า หนังสือ “เผด็จการวิทยา” พยายามทำความเข้าใจเผด็จการ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น หนังสือนี้ให้แง่มุมที่ทำให้เข้าใจเผด็จการ การขึ้นสู่อำนาจและการดำรงอำนาจของเผด็จการได้ ในฐานะนักรัฐศาสตร์ อ.พิชญ์พยายามมองข้อเท็จจริงว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่เมื่อเรารู้ข้อเท็จจริงแล้วเราควรมีท่าทีอย่างไรต่อระบอบแบบนี้ ทั้งหมดนี้ทำให้หนังสือนี้น่าสนใจ

“คำว่า ‘เผด็จการ’ เริ่มใช้ในสมัยโรมัน เป็นการยอมให้ผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในห้วงเวลาหนึ่งเมื่อบ้านเมืองเกิดวิกฤต เช่นสภาวะสงครามหรือต้องการปราบคอร์รัปชั่น แต่ต้องมีการมอบอำนาจจากสภา แม้ไม่ใช่สภาแบบประชาธิปไตยปัจจุบันแต่ก็มีฉันทามติแบบหนึ่ง คำว่าเผด็จการแต่เดิมไม่ได้มีความหมายในแง่ลบ แต่ทำให้รู้ว่าอำนาจเผด็จการมักมากับบางสิ่งที่ทำให้รู้สึกมีความมั่นคงในชีวิต ทรัพย์สิน และบ้านเมือง ระบอบเผด็จการจึงมีโอกาสกลับขึ้นมาได้ตลอด

“ในศตวรรษนี้ที่บางประเทศเข้าสู่ประชาธิปไตยแล้วระบอบเผด็จการหวนกลับมาได้มีหลายสาเหตุ เพราะแม้เป็นประชาธิปไตย แต่อำนาจของหมู่ชนในสังคมไม่เท่ากัน ชนชั้นนำในบางสังคมมีอำนาจมีเสียงดังที่บ่งชี้การเกิดขึ้นของเผด็จการได้ มาจากความอ่อนแอของกฎหมายและความอ่อนแอของประชาธิปไตย ทำให้คนกลุ่มหนึ่งฝันว่าเขาสามารถขึ้นมาปกครองได้ เพื่อจัดระเบียบสิ่งที่วุ่นวายให้กลับเป็นระเบียบ ความเบื่อหน่ายของประชาชนก็ทำให้เผด็จการดำรงอยู่ได้ เมื่ออยู่นานก็เปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดของคนได้ด้วยอำนาจทั้งทางกายภาพ กฎหมาย และวัฒนธรรม ถ้าเขาเปลี่ยนความคิดคนสำเร็จจะทำให้อยู่ได้นานกว่าที่ควรจะเป็น แม้อยู่ในศตวรรษที่ 21 ก็ตาม

“ประเทศที่เคยแยกกันอย่างเยอรมนีกับเกาหลี จะเห็นว่าระบอบมีผลอย่างมากต่อชีวิตของผู้คน ระบบเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางวิชาการ ดูภาพรวมแล้วอย่างน้อยประชาธิปไตยมีทิศทางที่ดีกว่า แม้มีการพูดถึงจีนว่ามีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ แต่อาจเป็นข้อยกเว้นหรือยังไม่ถึงเวลา เราอาจไม่มีชีวิตยาวพอที่เห็นความเปลี่ยนแปลง อย่างน้อยที่สุดประชาธิปไตยดีกว่าเผด็จการที่ทำให้เราสามารถตั้งคำถามอะไรก็ได้ภายใต้เสรีภาพทางวิชาการที่พยายามเข้าถึงความจริงมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เผด็จการเกลียดการตั้งคำถามและจะทำให้สติปัญญาโดยรวมต่ำลง”

ศ.ดร.วรเจตน์กล่าวอีกว่า เมื่อการยึดอำนาจสำเร็จ มีสภาวะที่คนปฏิบัติตามโดยปริยาย ประชาชนจะทำอะไรได้น้อย พูดแล้วคนอาจสิ้นหวังว่าทำอะไรไม่ได้ แต่คิดว่ายังมีอีกหนทาง เพราะโลกสมัยใหม่แม้จะมีเผด็จการ แต่ประชาคมระหว่างประเทศมีกฎกติการะหว่างประเทศที่แม้ไม่ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ไม่ถึงขนาดไม่มีผลอะไรเลย เมื่อดูกติกาของคณะยึดอำนาจเทียบกับ 40 ปีก่อนจะมีความแตกต่างอยู่ สมัยก่อนมีมาตรา17ที่สั่งประหารชีวิตได้ ปัจจุบันก็มีมาตรา14ที่ให้อำนาจรุนแรงกว่าม.17 แต่การใช้จริงที่ผ่านมาก็ยังไม่เป็นอย่างนั้น และบริบทรัฐธรรมนูญที่มีมาตรา 44 สั่งการอะไรก็ได้ แต่รัฐธรรมนูญก็มีบทบัญญัติที่รับรองเรื่องสิทธิเสรีภาพไว้ เขาอาจไม่อยากเต็มใจเขียน แต่โลกมันเปลี่ยน การมีกติกาแบบนี้คู่กันเป็นปัญหาคนใช้กฎหมายที่ทำให้สามารถใช้การวินิจฉัยได้ ขึ้นอยู่กับว่ามีมุมมองอย่างไรต่อการใช้กฎหมาย เป็นการเรียกร้องมโนธรรมสำนึกบางอย่าง

“ประชาธิปไตยคือการที่คนมาเล่นในสนามด้วยกัน ถ้ากติกาไม่ดีคุณต้องเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนกติกา แต่ถ้าไม่เล่นเพราะมองว่าตัวเองไม่มีโอกาสชนะจะมีปัญหา ระบอบประชาธิปไตยมีการเปลี่ยนตัวผู้เล่นใน 4 ปี แต่เผด็จการไม่มีระยะเวลา ผมคิดว่ายังไม่มีฝ่ายไหนสร้างสิ่งนี้มาได้ ทำให้เราออกจากลูปความขัดแย้งไม่ได้ เราจะอยู่ได้ถ้ามีการออกจากลูปบางช่วง แต่ที่กังวลคือออกไม่ได้เลย ผมไม่แน่ใจว่าการเลือกตั้ง ก.พ. ปีหน้าจะมีขึ้น และถ้ามีเราจะเจออะไรบางอย่างจากกติกาเลือกตั้งที่มีอยู่อย่างแน่นอน แต่ถ้าต้องอยู่อย่างนี้ยาวๆ ก็ขอให้รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ทำใจให้แจ่มใส ศึกษาหาความรู้ รอจังหวะโอกาส และมีความหวังเสมอ” ศ.ดร.วรเจตน์กล่าว