“พรรคพลังประชารัฐ” เปิดตัวลงสนามการเมือง/เลือกตั้งอย่างเป็นทางการ
เป็นการเปิดตัวที่เต็มไปด้วย “ความชัดเจน” ในหลายๆ ด้าน
“ความชัดเจน” ประการแรก คือ มีรัฐมนตรีจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน เข้าร่วมงานในฐานะแกนนำหลักของพรรค
ไม่ว่าจะเป็น อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม หัวหน้าพรรค
สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รองหัวหน้าพรรค
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เลขาธิการพรรค
และ กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โฆษกพรรค
ไม่รวมผู้ช่วยและที่ปรึกษารัฐมนตรีอีกจำนวนหนึ่งที่พาเหรดเข้าไปเป็นกรรมการบริหารพรรค
รายชื่อกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐคนอื่นๆ ยังให้ “ภาพชัดเจน” ณ เบื้องต้น ว่าพรรคการเมืองพรรคนี้มีเครือข่ายโยงใยอยู่กับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง, นักการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ กลุ่มใดบ้าง
แม้จะเป็นพรรคการเมืองที่กำลังจัดตั้งขึ้นใหม่ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “พรรคพลังประชารัฐ” ทำงานอย่างมียุทธศาสตร์ รวมทั้งมีความเข้าใจในหลักสังคมวิทยาการเมือง และภูมิศาสตร์การเมืองว่าด้วยการเลือกตั้งอยู่ไม่น้อย
เป็น “ความจัดเจน” ที่มีมากขึ้นตามลำดับ ตามประสาของคนที่อยู่กับอำนาจ อยู่ในวงจรอำนาจ ใช้อำนาจ แถมมีส่วนในการวางโครงสร้างอำนาจและกฎกติกาแบบใหม่มาร่วมสี่ปี
ที่ยังไม่ “ชัดเจน” ชนิดเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เปิดเผยท่าทีออกมามากขึ้นเรื่อยๆ คงเห็นจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ซึ่งเริ่มเปรยๆ ว่าสนใจงานการเมือง (เพราะรักชาติ)
อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจ ม.44 แต่งตั้ง สนธยา คุณปลื้ม พี่ชาย อิทธิพล คุณปลื้ม กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกเมืองพัทยา เมื่อเร็วๆ นี้ ย่อมนับเป็น “ความชัดเจน” ทางการเมืองอีกประเภทหนึ่ง
กับหนทางที่เดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งต้นปี 2562
ต้องยอมรับว่า “พรรคพลังประชารัฐ” มีทรัพยากรอันสมบูรณ์พรั่งพร้อม
ทั้งกลไกอำนาจรัฐที่อยู่ในมือ อำนาจทุน และสรรพกำลังด้านอื่นๆ
เป็นระดับ “ความพร้อม” ที่น่าจะสูงกว่าพรรคการเมือง ซึ่งเป็นแกนนำของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยทั่วๆ ไป
ด้วย “ความพร้อม” สูงส่งระดับนี้ หาก “พรรคพลังประชารัฐ” ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตนเองผ่านระบบการเลือกตั้ง
ก็นับว่า “น่าเป็นห่วง”
ไม่ใช่ “พรรคพลังประชารัฐ” ที่ “น่าเป็นห่วง” ไม่ใช่เครือข่ายของพรรค ตลอดจน คสช. ที่ “น่าเป็นห่วง”
ที่ “น่าเป็นห่วง” คือ สังคมไทย
เพราะถ้า “พรรคพลังประชารัฐ” ประสบความล้มเหลวในสนามเลือกตั้ง นั่นก็อาจบ่งชี้ถึงความแตกแยก-รอยแตกร้าว ระหว่าง “รัฐ-ผู้กุมอำนาจรัฐ-เครือข่ายอำนาจรัฐ” ในระบอบพิเศษ กับเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน
ซึ่งยังคงดำรงอยู่อย่างลึกซึ้ง และภาวะสุญญากาศทางการเมืองที่กินเวลากว่า 4 ปี ไม่สามารถเยียวยารักษาได้
ปราปต์ บุนปาน

