ยากเป็นอย่างยิ่งที่ 4 รัฐมนตรีซึ่งไปรับตำแหน่งสำคัญในพรรคพลังประชารัฐจะสามารถอยู่ยั้งในตำแหน่ง “รัฐมนตรี” ได้อย่างอยู่ยั้งยืนยง
แม้ นายวิษณุ เครืองาม จะออกมา “การันตี” ก็ตาม
เพราะว่า ไม่ว่า นายอุตตม สาวนายน ไม่ว่า นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ไม่ว่า นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ไม่ว่า นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล
ไม่อยู่ในสถานะเดียวกันกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ สถานภาพ “เดิม”
สถานภาพเดิมที่มีหน้ามีตาในสังคม สถานภาพเดิมที่ผ่านสังคมอารยะมาแล้วจะกดดันให้ต้องตัดสินใจ
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า ใน 4 คนนี้เคยมีบทบาทและความหมายในสังคมมาอย่างไร
ทั้งหมดล้วนได้รับการศึกษามาเป็นอย่างดี
ผ่านสถาบันการศึกษาระดับนำในสังคมตะวันตก มีหน้าที่การงานค่อนข้างดี
คนประเภทนี้มีความอ่อนไหวในเรื่อง “จริยธรรม” เป็นอย่างสูง
บางคนเคยอยู่ในหน้าที่การงานในสถานการศึกษา บางคนจัดตั้งมูลนิธิเพื่อเป็นส่วนร่วมในการยกระดับและสร้างบรรทัดฐานในเชิง “สัมมาอาชีพ”
คำว่า “มารยาท” จึงไม่เพียงติดอยู่ 2 ริมฝีปาก หากแต่ฝังลึกเป็นตะกอนอยู่ภายใต้ “ซับคอนเชียส”
ยิ่งกว่านั้น เขาย่อม “รู้” ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร
ในเบื้องต้นอาจจะรอไปจนถึงใกล้เดือนธันวาคม แต่เมื่อหยั่ง กระแสในสังคมก็ย่อมตระหนักว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะ “ยื้อ” ให้ยาวนานไปถึงเพียงนั้น
บางทีอาจต้องตัดสินใจภายในเดือนตุลาคมด้วยซ้ำไป
หากมองในเชิงวิทยาศาสตร์ การที่คนๆ หนึ่งต้องไปแบกรับสถานะ หรือตำแหน่งใดอันเป็นของใหม่
นั่นหมายถึง “องค์ประกอบ” ที่แปรเปลี่ยน
บุคคลอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจไม่เป็นไร เพราะมีความแข็งแกร่งอย่างทหาร แต่บุคคลอย่าง 4 รัฐมนตรีไม่น่าจะอ้างคำว่า “ไม่เป็นไร” ได้อย่างสุกงอม
อย่างน้อยก็คงจะดำรงอยู่อย่างไม่เป็นสุขใจเท่าใดนัก

