วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ไขวิสัยทัศน์‘ไทย 2 เท่า’

3.10.18 | 16:00 น.

หมายเหตุ – นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยกริปส์ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในฐานะที่ปรึกษานโยบายพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ให้สัมภาษณ์ถึงหลักการและแนวคิดของวิสัยทัศน์ “ไทย 2 เท่า” โดยยึดหลัก “เท่าเทียมกัน เท่าทันโลก” ก่อนนำไปสู่การเปิดตัวนโยบายแต่ละด้านของพรรค อนค.ในช่วง 3 เดือนนับจากนี้

เบื้องหลังความคิดวิสัยทัศน์ไทย 2 เท่ามาจากไหน

เริ่มจากมองปัญหาหลักของไทยคือความเหลื่อมล้ำสูง ติดอันดับต้นๆ ของโลกหลายด้าน นอกจากรายได้ก็ยังมีสินทรัพย์ที่ดิน สิ่งที่ควรแก้ไขเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ อย่าง GDP คนไม่รู้สึกแล้ว มันไปไม่ถึงคน ติดกับดักความเหลื่อมล้ำ สิ่งที่ควรจะไปให้ถึงคือ ส่งเสริมความเท่าเทียมกันในสังคม แต่เราไม่สามารถสนใจแต่เรื่องความเท่าเทียมกันอย่างเดียวได้ โดยไม่สนใจมิติอื่นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโลก จะปรับภาษีอย่างเดียวโดยไม่ดูด้านอื่น ก็จะทำให้ประเทศไม่สามารถแข่งขันได้ เศรษฐกิจไม่เติบโต นอกจากขาหนึ่งที่ส่งเสริมความเท่าเทียมกันแล้ว ต้องมีอีกขาหนึ่งที่ส่งเสริมความเท่าทันโลกด้วย ควรจะทำไปสองขาพร้อมกัน ให้ส่งเสริมกันและกัน

สมมุติบางอย่างที่รับความคิดฝรั่งมาอย่างเดียวแล้วดูเหมือนดีอย่าง Smart Farming ที่จะเอา AI เทคโนโลยีความก้าวหน้ามา โดยไม่คำนึงถึงขาความเท่าเทียม ก็จะมีคนที่เข้าไม่ถึง คนที่จะได้ใช้เครื่องมือของ Smart Farming ก็จะมีแต่เกษตรกรรายใหญ่ เพราะคิดแต่เพียงนำเทคโนโลยีต่างประเทศเข้ามา คนที่ได้ใช้ก็จะมีแค่ทุนใหญ่

ดังนั้นเมื่อรับอะไรที่เท่าทันโลกมา ต้องไม่ลืมว่า สิทธิและโอกาสของคนกลุ่มต่างๆ ที่จะเข้าถึงมีหรือไม่ หลักการไทย 2 เท่าคือยืนยันว่า นโยบายแต่ละชิ้นควรจะตั้งอยู่บนหลัก 2 ขานี้พร้อมกัน ไม่ใช่เฉพาะขาใดขาหนึ่ง ถ้าเท่าเทียมกันอย่างเดียวโดยไม่มองโลกเขาไปถึงไหนอย่างไรก็จะติดหล่ม สุดท้ายจะไม่มีเงินมาใช้ในการส่งเสริมสวัสดิการและการสร้างเศรษฐกิจ

Advertisement

ขณะเดียวกันถ้าทันโลกอย่างเดียว โดยไม่ดูดอกผลว่าไปถึงคนแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ เหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ทางออกที่สำคัญก็คือ ทุกอย่างต้องยืนยัน 2 ขานี้ ทุกนโยบาย ไม่ว่าจะเรื่องเกษตร เศรษฐกิจใหม่ รถไฟ ต้องคำนึงถึง 2 ขานี้ไปพร้อมกัน

คำว่าไทย “ไทย 2 เท่า” เป็นวิสัยทัศน์ เทียบเท่ากับ “ไทยแลนด์ 4.0” หรือที่พรรคไทยรักไทยเคยใช้คำว่า “4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง” เป็นสโลแกนที่มีเบื้องหลังหลักคิดอยู่ พรรคอนาคตใหม่ยืนยันหลักการนี้เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมและเท่าทันโลกไปพร้อมกัน

เมื่อคิดบนหลักการไทย 2 เท่า ยุทธศาสตร์ชาติ ตอบโจทย์หรือไม่

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ถ้ากลับมาคิดบนหลักการนี้จะกะพร่องกะแพร่งทั้ง 2 ขา บางหลักการต้องการพูดเรื่องลดความเหลื่อมล้ำ แต่ก็ไม่บอกว่าทำอย่างไรให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนไปให้เท่าทันโลก ส่วนอีกทางหนึ่งก็พูดเรื่องเศรษฐกิจใหม่ AI ก้าวหน้า 4.0 แต่ก็ไม่ได้ดูความเท่าเทียม

เมื่อคิดในแง่นี้บางอันก็เป็นไอเดียที่ดีแต่หลุดลอยจากความเท่าเทียม บางอันก็ดูเน้นแต่ภายใน แต่ไม่ได้สนใจ อย่างเรื่องลดความเหลื่อมล้ำก็บอกแค่จะทำให้ได้ภายในปีนั้นปีนี้ แต่ไม่มีมาตรการอื่นต่อ อย่างการจัดเก็บภาษี ก็ไม่กล้าเขียน นั่นแปลว่า ไม่เท่าทันโลกแล้ว ไม่ดูว่าโลกทำอย่างไร แล้วกล้าทำหรือไม่

ถ้าไม่กล้าทำ สิ่งที่เขียนก็เหมือนเป็นจินตนาการมากกว่า เพราะไม่ยอมรับว่า ประเทศอื่นๆ ที่เขาลดความเหลื่อมล้ำได้ เขาผ่านมาตรการการปฏิรูปกันอย่างเข้มข้นมากแค่ไหน ยอมใช้ภาษีกันขนาดไหน ถ้าไม่พูดถึงสิ่งเหล่านี้ จะไม่สมดุล มีปัญหาตรงนี้

กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ตีกรอบให้พรรคการเมือง
นำเสนอนโยบายตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

มีทั้งข้อดีและข้อเสีย คำในยุทธศาสตร์ชาติส่วนใหญ่จะเป็นคำกว้างๆ และเป็นเรื่องที่เหมือนกับสิ่งที่ทุกคนอยากให้เกิดขึ้น ทั้งรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ ระบบคมนาคม เกษตรก้าวหน้า ในแง่นี้นโยบายของทุกพรรคก็คงจะเข้ากรอบทั้งหมด ยุทธศาสตร์ชาติพยายามเขียนให้กว้างที่สุด ไม่ให้ขัดแย้งในตัวมันเอง ดังนั้น หลักการไม่น่าจะมีอะไรขัดแย้ง

แล้วในระดับวิธีการก็ต้องกล้าไปไกลกว่านั้น เช่น การลดความเหลื่อมล้ำ แต่ไม่พูดถึงการปฏิรูประบบภาษี หรือการปฏิรูประบบข้าราชการ ก็เป็นไปไม่ได้ ในหลักการกว้างๆ ไม่มีปัญหา ในเกมการเมืองที่เปิดทุกพรรคก็จะแข่งกันไปสู่เป้าหมายด้วยวิธีการที่ต่างกัน

ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาคนไทยเลือกพรรคการเมืองที่นโยบายมาเป็นรัฐบาล
แต่ถูกกล่าวหาเป็นประชานิยม แล้วไทย 2 เท่าเป็นอย่างไร

คงต้องแยกกัน ประชานิยมคือสิ่งที่ชาวบ้านชอบ คนที่มีปัญหาจะเป็นเทคโนแครต ในวงวิชาการถกเถียงกันเยอะถึงประชานิยมว่า มีอะไรบ้างที่ยั่งยืนหรือไม่ยั่งยืน เคสสุดโต่งเกิดขึ้นในละตินอเมริกา แต่ที่เหลือไม่ได้รุนแรงเท่านั้น โดยเฉพาะในเอเชีย ที่มาพร้อมมาตรการทางการคลัง เพราะเทคโนแครตไทย เงินเฟ้อเพียง 5-7 เปอร์เซ็นต์ก็กลัวแล้ว แต่ละตินอเมริกาเวลา พูดถึง Hyper-Inflation คือ 100-1,000 เปอร์เซ็นต์ ไอเดียเริ่มต้นนักเศรษฐศาสตร์อเมริกามันกลัว แล้วมองที่ละตินอเมริกาเป็นหลัก เมื่อประเมินเงินเฟ้อว่าน่ากลัวหมายถึงตัวเลข 2 หลักขึ้นไป

ในแง่ของไทยก็กลัวเกินเหตุ ส่วนอีกด้านหนึ่งก็มีปริมาณเงินที่สูญเสียไป เช่น ภาคเกษตร เงินอุดหนุนสููงมาก อัดฉีดทุกปี ระดับหมื่นล้านบาท แสนล้านบาท เข้าไปที่สินค้าเกษตร ข้าว ยาง ทำให้ดีกว่านี้ได้ เช่น ในภาคเกษตรเอง หากลงไปถามทุกคนก็จะอยากได้เงินอุดหนุนทั้งนั้น เพราะว่าราคาสินค้าตกต่ำ พรรคการเมืองส่วนใหญ่ก็จะเล่นเกมนี้

แต่ถ้ายึดหลักวิชาการ มองอย่างเท่าทันโลก หวังสร้างความเท่าเทียมให้เกษตรกร ต้องยกระดับไปสูู่เรื่อง Machinization นำเครื่องจักรกลเข้ามาใช้ให้มากขึ้น เช่น ข้าว การวัดน้ำหนัก เก็บบรรจุ จะจ่ายเงินจำนำหรือประกันราคา ทุกกระบวนการใช้มือทั้งนั้น แล้วทุกอย่างสูญเสียตรงนี้มโหฬาร ถ้าเก็บไม่ดีความชื้นสูงมีผลต่อราคาเรื่อยไปจนถึงการบรรจุหีบห่อ

นอกเหนือไปจากการจ่ายเงินอุดหนุนเกมประชานิยมที่ผ่านมา ด้านหนึ่งกลัวเรื่องเงินเฟ้อมหภาคเกินเหตุจริง แต่อีกด้านหนึ่งก็มีความสูญเสียเกิดขึ้นจริง ถ้าทุกพรรคการเมืองหันไปเล่นแต่เกมนี้ ก็จะกลายเป็นเกมประมูลแล้ว บลั๊ฟเกมไม่มีประโยชน์

ถ้าจะมองบนหลักการนี้ อยากให้การเกษตรมีความเท่าเทียมจริง อีกด้านหนึ่งต้องมองความเท่าทันโลก ซึ่งโลกใช้เครื่องจักรกลมาจัดการแทน ก็ต้องดูตรงนี้ เพราะในระยะยาว เราต้องเคลื่อนคนออกจากภาคเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้

แต่แทนที่จะมองแต่เรื่องเกมเงินอุดหนุน มันมีวิธีอื่นให้เล่น แต่การเมืองที่ผ่านมา 10 ปี แทบจะไม่มีเกมอื่นเลย พร้อมกันนั้นก็ทำให้เกษตรกรถามหาแต่เงินอุดหนุน กลายเป็นปัญหาทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายการเมือง ก็ไม่กล้าจับนโยบายอื่น ฝ่ายเกษตรกรก็มองไม่เห็นนโยบายอื่น ซึ่งเป็นปัญหาก็เพราะไม่ได้มองว่าโลกเขาไปตรงไหนกัน

ไทย 2 เท่าจะช่วยพาเศรษฐกิจไทยก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

ในทางหนึ่งต้องยอมรับว่า ต้องให้เศรษฐกิจมันเติบโต เพราะหากคิดแต่มุมความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำด้านเดียวก็มีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวอยู่สูง กับดักรายได้ปานกลางคือ รายได้ยังเติบโต แล้วคนก็โตไปพร้อมกัน นี่คือในฝัน ตัวชี้วัดเดียวว่าจะหลุดพ้นคือจีดีพี อาจจะหลุดพ้นไปเป็นประเทศรวยแบบเหลื่อมล้ำสูงมากก็เป็นไปได้ ขาหนึ่งจึงต้องทำเรื่องความเท่าเทียมกันแต่อีกขาหนึ่งจะต้องยังทำให้เศรษฐกิจยังเติบโต เช่น ต้องกล้าก้าวไปสู่รูปแบบเศรษฐกิจใหม่ๆ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ชอบพูดกันก็ยังไม่เกิดจริงจัง

นโยบายเดิมอย่างโอท็อป (OTOP) คือ สิ่งที่สามารถต่อยอดได้ ทำไมปลาร้าไทยไม่เหมือนอาหารในญี่ปุ่นที่มีคุณค่า ทำให้ทุกคนอยากกิน แม้จะมาจากต่างพื้นที่กัน ก็เพราะแต่ละพื้นที่มันมีเรื่องเล่าของมันเอง เรายังไปไม่ถึงจุดนั้น ตรงจุดนี้จะสามารถสร้าง National Production Network ได้อีกมาก เพียงแค่เปลี่ยนวิธีคิดนิดหนึ่งจากสิ่งเดิม โดยไม่ต้องพูดถึงความก้าวหน้าใหม่ๆ ระดับโลกเลย

ศักยภาพเดิมที่ค้างคามีอีกเยอะมาก การเมืองไทย 10 ปีหลัง มีปัญหาคือ ต้องการคำที่เซ็กซี่ออกมาขายตลอดเวลา ทั้งพาดหัวข่าวเพื่อให้คนรู้สึกใหม่ รู้สึกเท่ ซึ่งก็ตอบโจทย์ระดับหนึ่ง คนต้องการความเท่ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เรากระโดดจากหลุมหนึ่งไปอีกหลุมหนึ่งเร็วมาก โดยลืมสิ่งเดิมที่ยังไม่ถูกใช้อย่างเต็มศักยภาพเลย ก่อนจะไป Smart Farming ของเดิมเพิ่มผลิตภาพก่อนก็ยังได้

สมมุติผมพูดพัฒนาพันธุ์พืชข้าว รับรองไม่มีความเซ็กซี่ในทางสื่อ แต่นี่จะเป็นรากฐานที่ทำให้ไปได้อีกไกล จริงอยู่สิ่งที่พรรคไทยรักไทยเปลี่ยนเกมการเมืองคือ การทำนโยบาย แต่พอถึงจุดหนึ่งก็กลายเป็น Political Marketing จนไปไกลเกิน ทำให้คนมุ่งหาอะไรที่เซ็กซี่จนลืม พอมาพูดถึงเรื่องพัฒนาพันธุ์ข้าวก็ไม่มีอะไร กลับกันที่ญี่ปุ่นเรื่องนี้ถูกพูดถึงมาก นี่คือเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นมาก พอมาอยู่ในเกมนโยบายการตลาด ก็ทำให้หลุดจากรากฐานไป นี่คือเรื่องใหญ่ที่คนลืมไป

ภาคเกษตรอาจจะต้องการมาตรการอุดหนุนระยะสั้น
เสียงสะท้อนเวลานายธนาธรลงพื้นที่ ชาวบ้านก็ถามถึงเงินอุดหนุน

ทำไปก็สู้พรรคเพื่อไทยไม่ได้หรอก มันเป็นแบรนด์ของเขา ต่อให้เสนอราคาเท่ากัน รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ หรือรวมพลังประชารัฐด้วย ถามว่าประชาชนจะเลือกใคร ผมว่าต่อให้ราคาอุดหนุนต่างกัน 10 บาท คนก็ยังเลือกพรรคเพื่อไทย ในทางหนึ่งก็ยังเป็นปัญหา

แล้วจะทำอย่างไรให้พฤติกรรมคนเปลี่ยนเพื่อหันมาเลือกพรรคการเมือง
ที่นำเสนอนโยบายสาธารณะอย่างแท้จริง

ก่อนมี 30 บาทรักษาทุกโรค คนก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไร ลองนึกย้อนกลับไปตอนนั้น สวัสดิการบัตรทองเทียบกับพักหนี้เกษตรกร จะพบว่าคนเลือกพักหนี้เกษตรกรก็เพราะคนยังไม่เห็น จึงเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองทุกพรรคในตอนนี้ เหมือนพรรคไทยรักไทยในตอนนั้น เกมการเมืองของวันนี้ต้องไม่ใช่การแข่งกันบลั๊ฟราคา แต่เป็นเกมนโยบายที่เปลี่ยน Scenario ใหม่ๆ เหมือนที่ 30 บาทรักษาทุกโรคเคยทำ เช่น อนาคตใหม่สามารถพูดเรื่องเกษตรก้าวหน้า แล้วทำให้เห็นผลได้จริง เดี๋ยวก็จะติดตลาด แต่ต้องอย่าจมกับเกมบลั๊ฟราคา ข้อดีของการเกิดพรรคใหม่ๆ คือทุกพรรคจะหาอะไรใหม่ๆ มาสู้ เพราะสู้เพื่อไทยไม่ได้ แน่นอนคนจะยังจับต้องไม่ได้ตอนนี้ มันต้องผ่านไปทีละขั้น

ปลายทางของไทย2เท่าคืออะไร

ไทยที่เท่าเทียมกัน ไทยที่เท่าทันโลก แต่ต้องย้ำว่า เท่าเทียมกันคือสิทธิกับโอกาส ความเหลื่อมล้ำต่ำที่เห็นชัดคือ 2 ทวีป ยุโรปคือรวยเท่ากัน แอฟริกาคือจนเท่ากัน ดังนั้น ความเท่าเทียมกันคือ การเข้าถึงการรับบริการจากภาครัฐ เช่น การเข้าโรงพยาบาลทำไมต้องต่อคิวโรงพยาบาลรัฐ 3 ชั่วโมง รอผ่าตัด แต่คนมีเส้นสายมาถึงได้ห้องทันที นี่คือสิ่งที่คนไม่เท่ากันต้องเปลี่ยน เช่น ให้จองคิวผ่านอินเตอร์เน็ต เอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย สอดคล้องกับการกระจายอำนาจ ให้ตอบสนองคนในท้องถิ่น สิทธิและโอกาสจึงต้องเท่าเทียมกันในฐานะที่คนเป็นคนไทย ไม่ว่าจะเกิดที่ไหน เพศสภาพอย่างไร ฐานะรายได้เท่าไร ต้องยืนยันในเรื่องนี้ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน มาตรฐานโรงพยาบาลก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เท่าทันโลก ไม่ใช่เขียนกรอกเอกสารกันเหมือนเดิม แปลว่าไม่เท่าทันโลก

ขาหนึ่งยืนยันสิทธิและโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรและการรับบริการ แต่ต้องดูโลกด้วยว่าไปทางไหน จึงต้องสมดุลทั้ง 2 ขา และเรื่องพวกนี้มันเชื่อมโยงกับเรามากกว่า GDP มากกว่าตัวเลขอื่นๆ ขอเน้นย้ำว่าตัวชี้วัดต้องมีการปรับ โดยวางกรอบเวลา ภายในเวลา 5 ปี 10 ปี

ผมเชื่อว่าคนไทยอดทนรอได้ ถ้ารู้ว่าทุกอย่างจะดีขึ้น หรือไม่ก็ในสำนึกคนเอเชียก็คือทำเพื่อลูกหลาน ที่พ่อแม่จนจบประถม แต่อดทนทำงานส่งเงินให้ลูกเรียนจนจบปริญญาตรีได้ พวกเขาพอใจกับชีวิตนะ นี่คือค่านิยมที่ควรจะส่งเสริมหรือไม่ อย่างอังกฤษมีตัวชี้วัดอัตราการเข้ามหาวิทยาลัย มีคนที่มาจากครอบครัวที่พ่อแม่ไม่ได้จบมหาวิทยาลัยกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วมันลดลงเรื่อยๆ หรือไม่ เรามาเปลี่ยนตัวชี้วัดพวกนี้ดีกว่าหรือไม่ ตัวชี้วัดยังต้องเป็นตัวเลข แต่ต้องเชื่อมโยงกับชีวิตทุกคนมากกว่านี้