เมื่อเร็วๆ นี้ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุม คณะกรรมการขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล (กขร.) ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง พ.ศ. … สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและแผนการปฏิรูปประเทศ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนระดับตำบล อันเป็นรากฐานการพัฒนาประเทศ
การจัดให้มี สภาพัฒนาตำบล เป็นกลไกในการปรึกษาหารือ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน มีหน้าที่ช่วยให้ความเห็นต่อโครงการหรือกิจกรรมของหน่วยงานรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่ ทั้งยังจะเป็นเวทีของชุมชน หน่วยงานราชการ ในการรวมตัวปรึกษาหารือ จัดทำแผนการพัฒนาพื้นที่ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง ยั่งยืน ถือเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยในชุมชน จะเสนอที่ประชุม ครม. ภายใน 2 เดือนนับจากนี้
นายกอบศักดิ์บอกอีกว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบโครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมชุมชน ในลักษณะ กองทุนพัฒนาเชิงพื้นที่ งบประมาณเริ่มต้น 2,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี ช่วงปีแรก จะเริ่มกับจังหวัดยากจน 10 จังหวัด 700 ตำบล ไม่เกินตำบลละ 500,000 บาท
ในเมื่อรัฐบาลมีโครงการอัดงบประมาณเข้าสู่ระดับรากหญ้าเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนให้กับท้องถิ่นที่ไม่ใช่ อปท.เช่นนี้แล้ว คนในพื้นที่จะว่าอย่างไรกัน สงสัยกันหรือไม่
นายชุติพันธ์ สารแปง นายกเทศมนตรี ตำบลเชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ให้ความเห็นว่า ระเบียบดังกล่าวไม่ใช่ สภาพัฒนาตำบล แต่เป็น สภาองค์กรชุมชน ที่ตั้งมานานแล้วมีระเบียบกฎหมายรองรับ บทบาทหน้าที่ไม่ซ้ำซ้อนกับ อปท. เพราะจัดตั้งขึ้นเป็นองค์กรชุมชน คล้ายกับโครงการพัฒนาตำบล หรืองบกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก หมู่บ้านละ 200,000 บาท ตามนโยบายประชารัฐของรัฐบาล
“ระเบียบดังกล่าวให้สภาองค์กรชุมชนริเริ่มและเสนอโครงการพัฒนาตำบล เสนอแผนโครงการและของบประมาณไปยังอำเภอ แต่ให้ท้องถิ่นอำนวยความสะดวกสถานที่จัดประชุม เจ้าหน้าที่ช่าง ออกแบบ จัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากสภาองค์กรชุมชนไม่มีที่ทำการและบุคลากรดังกล่าว งบส่วนใหญ่นำไปสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยแก่ผู้ยากไร้ หลังละ 20,000 บาท ปีนี้เทศบาลได้รับงบจากสภาองค์กรชุมชน ปรับปรุงและซ่อมแซมบ้านผู้ยากไร้ รวม 3 หลัง ใช้แรงงานในชุมชนสร้างและปรับปรุง โดยไม่มีค่าจ้างหรือค่าตอบแทนให้”
นายชุติพันธ์กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าวเป็นการใช้โครงการประชารัฐและงบประมาณมาหาเสียงไม่ผ่าน อปท. เกรงว่าประชาชนจะสนับสนุน อปท.มากกว่ารัฐบาล เลยทุ่มงบไปยังพื้นที่เพื่อหาเสียงโดยตรง ส่งผลกระทบต่อบทบาทหน้าที่ อปท.ที่ลดน้อยลงไป บางแห่งเงียบเหงา ไม่มีภารกิจ และงบประมาณดูแลประชาชน เนื่องจากรัฐบาลเกรงว่า อปท.อาจเกิดการทุจริต ขณะที่โครงการดังกล่าวไม่มีระบบตรวจสอบที่ชัดเจน ทำให้เกิดช่องทางทุจริตได้ง่ายกว่า
นายศักดิพงศ์ ธรรมอาชวกุล ประธานสมาพันธ์ปลัดเทศบาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมตั้ง สภาพัฒนาตำบล 700 แห่ง นำร่องในจังหวัดที่ยากจน ประเมินกันว่าเป็นเพียงวิธีการแก้ไขปัญหาของระบบราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคจะส่งงบประมาณตรงไปชุมชนโดยตรง หลบเลี่ยงการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ที่ผ่านมา โครงการตำบลละ 5 ล้าน หรือหมู่บ้านละ2 แสน มีปัญหาในทางปฏิบัติ
“หลายโครงการที่ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างติดขัด ผู้เกี่ยวข้องวิตกกังวลว่าจะมีปัญหา ทราบว่าสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) อยู่ระหว่างตรวจสอบและทักท้วงว่าหลายโครงการที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ หลายหมู่บ้านต้องคืนเงินงบประมาณ 2 แสนบาท
“การที่รัฐบาลเตรียมตั้งสภาพัฒนาตำบล จึงเป็นเพียงให้เป็นหน่วยงานที่จะรองรับงบประมาณที่ส่งมาโดยตรงเท่านั้น เป็นการซ้ำซ้อนกับภารกิจ อปท. มีคำถามว่าโครงการที่ทำไปแล้ว เช่น โครงการตำบลละ 5 ล้าน หมู่บ้านละ 2 แสน หากชำรุดเสียหาย ถ้ามีการดูแลรักษา หน่วยงานใดจะรับผิดชอบ” นายศักดิพงศ์
กล่าว
ประธานสมาพันธ์ปลัดเทศบาลแห่งประเทศไทย กล่าวอีกว่า การทำโครงการนี้ถูกมองว่าไม่เกิดประโยชน์ ขณะที่ อปท.มีระบบระเบียบ งบประมาณ บุคลากรพร้อม แต่รัฐบาลไม่สนใจ เมื่อมีปัญหาจะโยนให้เป็นหน้าที่ อปท.แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ การทำโครงการนี้ เชื่อว่าจะส่งผลกับคะแนนนิยมต่อพรรคการเมืองที่หนุนการสืบทอดอำนาจในการเลือกตั้งทั่วไปที่เกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 อย่างแน่นอน เนื่องจากเครือข่ายท้องถิ่นส่วนใหญ่แสดงความไม่พอใจ
ขณะที่ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า รัฐบาลจะให้เงินสภาพัฒนาตำบลแห่งละ 5 แสนบาท ถือว่าเข้าข่ายเป็นการหาเสียงของรัฐบาลได้หรือไม่ เนื่องจากต่อมาวันที่ 29 กันยายน 2561 มีการประชุมจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐ โดยมี 4 รัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าร่วมด้วยคือ นายอุตตม สาวนายน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ และ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล และตัวของกอบศักดิ์ ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานโครงการแจกเงินตำบลละ 5 แสนบาท ได้รับตำแหน่งเป็นโฆษกของพรรคพลังประชารัฐด้วย
ขณะที่ นายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีหลายฝ่ายมองว่าเป็นการหาเสียงหรือเป็นประชานิยม ขอให้มองที่ผลประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ชนบทเป็นหลัก ต้องยอมรับว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดสรรงบประมาณไม่ได้สร้างความเข้าใจในรายละเอียดหลักเกณฑ์การใช้งบที่โปร่งใส และไม่ได้รายงานผลการดำเนินงานในระดับตำบล หมู่บ้านที่ประสบความสำเร็จให้สังคมสาธารณะรับทราบเท่าที่ควร
ด้าน นายอัษฎางค์ ปาณิกบุตร นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ ก.กลาง กล่าวว่า การจัดตั้งสภาตำบลนำร่อง 700 แห่ง รัฐบาลควรระบุให้ชัดเจนว่ามีหน้าที่สนับสนุนการบริหารงานส่วนภูมิภาคหรือส่วนท้องถิ่น ขณะนี้ยังมีการใช้ พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล ดังนั้น การตั้งสภาพัฒนาตำบลตามนโยบายใหม่ จะซ้ำซ้อนกับการทำหน้าที่ของ อปท.หรือไม่ การใช้งบ 5 แสนบาทเหตุใดจึงไม่อุดหนุนผ่าน อปท. กรณีที่อ้างว่าจะนำร่องให้ตำบลที่ยากจนก็ขอให้กลับไปศึกษาข้อมูลใหม่ให้ชัดเจน ขณะนี้มี อบต.ทั่วประเทศร้อยละ 80 มีเงินรายได้ไม่ถึง 20 ล้านบาท ไม่รวมเงินอุดหนุนถือว่าเข้าข่ายยากจนด้วยหรือไม่ รัฐบาลควรจะปรับปรุงรูปแบบการกระจายงบประมาณอย่างไรให้ทั่วถึงสอดคล้องกับหลักการของการกระจายอำนาจเพื่อสร้างความเข้มแข็งและให้ประชาชนยึดหลักการพึ่งพาตนเอง
”สำหรับงบ 5 แสนบาท เชื่อว่าโปรยลงมาเพื่อใช้หาเสียงก่อนการเลือกตั้ง เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ถามว่ารัฐบาลไม่มีปัญญาทำเรื่องอื่นที่ดีกว่านี้แล้วใช่หรือไม่ ทำไมต้องตั้งสภาพัฒนาตำบลแข่งกับ อบต. ที่สำคัญ องค์กรตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดินเคยไปตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณส่วนนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และมีประโยชน์จริงหรือไม่ทั้งการใช้งบตำบลละ 5 ล้านบาท หรือหมู่บ้านละ2 แสน” นายอัษฎางค์กล่าว
โดยรวมแล้ว ข้อคิดเห็นของนักวิชาการและเจ้าหน้าที่ อปท. มองว่า สภาพัฒนาตำบล กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องตอบให้กระจ่างชัดว่า เงินภาษีประชาชนกำลังถูกหว่านออกไป เพื่อให้ได้ผลกับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่

