‘พรรคสำรอง-พรรคอะไหล่’ เพราะอะไร-ผลดี-ผลเสีย

4.10.18 | 12:53 น.

หมายเหตุ ความคิดเห็นของนักวิชาการและนักการเมือง ถึงข้อดี-ข้อเสีย เหตุผลและความจำเป็นในกรณีการตั้งพรรคสำรองของพรรคการเมืองเก่า ในการเตรียมความพร้อมรับการเลือกตั้งในช่วงปี 2562


 

ภูมิธรรม เวชยชัย
รักษาการเลขาธิการ พรรคเพื่อไทย (พท.)

กระแสข่าวที่หลายฝ่ายมองว่าการตั้งพรรคเพื่อธรรม (พธ.) เป็นพรรคสำรองของพรรคเพื่อไทยนั้น พรรค พท.ยังคงยึดมั่นในหลักการและอุดมการณ์ของพรรค พท. พรรคเพื่อธรรมเป็นพรรคเพื่อธรรม เป็นคนละพรรคกัน ในทางกฎหมายถือเป็นคนละพรรค ส่วนในทางดำเนินการก็เป็นคนละส่วนกัน มีอดีต ส.ส.บางส่วนที่ออกจากพรรค พท.ไปบ้าง ขณะที่บางส่วนมีมาอยู่กับพรรค พท.บ้างเป็นเรื่องธรรมดา ผมคงไม่สามารถไปตอบอะไรแทนพรรคเพื่อธรรมได้ เพราะเป็นเลขาฯพรรค พท. วันนี้พรรค พท.ยืนอยู่ได้ไม่ใช่เพราะใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่เพียงแค่ตัวหัวหน้าพรรคอย่างเดียว หรือกรรมการบริหารพรรคอย่างเดียว แต่ที่ยืนอยู่ได้เพราะคณะบุคคลคุณภาพของเรา และบุคคลเหล่านี้ยังยืนหยัดที่จะอยู่ด้วยกัน และเป็นมันสมองของพรรคอยู่

ส่วนที่มีชื่อของอดีต ส.ส.พรรค พท.ไปร่วมงานกับพรรคเพื่อธรรมจะส่งผลกระทบต่อพรรค พท.หรือไม่นั้น อดีต ส.ส.ของทุกพรรคเห็นชื่อวนเวียนแทบทุกพรรค วันนี้ยังฝุ่นตลบอยู่ต้องรอดูว่าในที่สุดเมื่อความเป็นพรรคการเมืองแต่ละพรรคชัดเจน เป็นสิทธิของนักการเมืองทุกคนในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองที่คิดว่ามีอุดมการณ์และความต้องการตรงกับตนเอง

Advertisement

อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งแบบนี้ การจำกัดของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่กำหนดและออกแบบมาเช่นนี้ ตัวนักการเมืองเองโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่อาจจะมีสัดส่วนได้จำนวนน้อยลงตามระบบการเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสม และบัตรเลือกตั้งใบเดียว เลือกได้ทั้ง ส.ส.เขตและ ส.ส.บัญชีรายชื่อ

โดยใช้ตรรกะพรรคใดได้จำนวน ส.ส.เขตมากเทียบเท่ากับจำนวน ส.ส.พึงมีของแต่ละพรรค จะส่งผลให้ได้จำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อลดลง

อดีต ส.ส.หลายส่วนคงอยากใช้เวลานี้พิจารณาดูว่าจะมีทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับใคร คิดว่าในช่วงนี้เป็นช่วงเวลาของการคิดและการไตร่ตรอง ส่วนหลายคนที่ตัดสินใจจะอยู่พรรคเพื่อธรรม ต้องยินดีต้อนรับอีกหนึ่งพรรคการเมือง เป็นเรื่องดีที่มีการประกาศตัว

ผมขออย่างเดียวว่ากระบวนการการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความมีเสรี เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย อย่าให้รู้สึกว่าทำเนียบรัฐบาลกลายเป็นพื้นที่นำมาใช้ประโยชน์เพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์พรรคใดพรรคหนึ่ง

ชำนาญ จันทร์เรือง
รองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)

ด้วยเหตุที่ผ่านมามีการยุบพรรคการเมืองเกิดขึ้น และบางพรรคมีความกังวลว่าในช่วงวิกฤตก่อนการเลือกตั้ง ส.ส.จะต้องเป็นสมาชิกภาพพรรคการเมืองก่อน 90 วัน ซึ่งหากมีการยุบพรรค ส.ส.ที่สังกัดพรรคก็ไม่สามารถหาสังกัดได้ทัน เพราะเมื่อมีการยุบพรรคการเมือง ส.ส.ในพรรคก็จะฟาวล์ไปทันที เหมือนกับตั๋วเครื่องบินที่ใช้ไม่ได้ อย่างน้อยการตั้งพรรคสำรองนั้นจึงถือว่าสามารถช่วยให้มี ส.ส.สำรอง เบอร์สองหรืออะไรก็ว่ากันไป ดีกว่าหายไปเลย หรือไปสมัครพรรคใหม่ก็ไม่ได้ หรือทำอะไรก็ไม่ได้ ก็ต้องป้องกันไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้วเรื่องนี้เป็นเกมการเมืองธรรมดา เป็นเสียงที่ส่งสัญญาณไปถึงผู้มีอำนาจที่จะยุบพรรคของเขา ก็ไม่รู้ใครบ้าง แต่โดยหลักก็คือศาลรัฐธรรมนูญ ว่าถึงเอ็งจะทำ ข้าก็ยังมีอยู่นะ เพราะมีอย่างที่ไหนที่พรรคเดียวถูกยุบไปถึงสองครั้ง

แต่อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงตนก็ไม่ทราบ เพราะพรรคที่ตกเป็นข่าวก็ปฏิเสธว่าทั้งสองพรรคนั้นเป็นพรรคสำรอง

วีระ เลิศสมพร
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

สําหรับประเด็นการตั้งพรรคสำรองของพรรคเพื่อไทย ส่วนตัวมองอย่างเข้าใจได้ว่า ในเมื่อรัฐธรรมนูญหลักและกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญมีการประกาศใช้ออกมาเช่นนี้ พรรคเพื่อไทยคงวิเคราะห์แล้วว่าหากไม่มีการตั้งพรรคสำรองมีความเป็นไปได้และมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดกรณีของการยุบพรรค และอีกเหตุผลหนึ่งคือเรื่องของจำนวน ส.ส.ที่อาจจะลดลงได้จากกติกาใหม่ แม้จะกวาดที่นั่งจาก ส.ส.แบบเบ่งเขตจำนวนมากก็ตาม ซึ่งหากไม่มีการเคลื่อนไหวหรือปรับกลยุทธ์ในการตั้งพรรคสำรองเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะมีปัญหาแน่นอน ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่พรรคเพื่อไทยมีแนวคิดเช่นนี้

การตั้งพรรคสำรองนี้มองว่าเป็นข้อดีกับพรรคเพื่อไทยโดยตรง เพื่อให้ได้มาซึ่ง ส.ส.แบบปาร์ตี้ลิสต์ได้มากขึ้น ซึ่งโอกาสที่พรรคอื่นจะใช้วิธีนี้บ้างเป็นไปได้น้อยเพราะเงื่อนไขไม่เหมือนกัน

สำหรับแนวโน้มจากที่เห็นมีโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะตั้งพรรคสำรองพรรคที่ 3 ขึ้นมาเพื่อส่งผู้มีชื่อเสียง หรืออดีต ส.ส.สอบตกไปลงชิงชัยในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่าหลังจากวันนี้เป็นต้นไปจะมีความชัดเจนเรื่องการตั้งพรรคสำรองหรือไม่ ถ้าเป็นแบบนี้จะเข้าลักษณะไตรพรรค เป็นปรากฏการณ์ใหม่ของพรรคการเมืองไทย

ซึ่งในระยะยาวถ้ามองในแง่ของการอยู่รอดของพรรค วิธีนี้ก็จะคลายปมให้อยู่รอดไปได้ แต่การบริหารจะต้องพยายามให้เป็นอิสระของคนพรรคเดิมที่จะไปตั้งพรรคใหม่ อย่าให้เกิดข้อครหาว่าแต่ละพรรคเป็นนอมินีของเพื่อไทย ซึ่งอาจจะถูกยื่นร้องเรียนให้เกิดการยุบพรรคได้

วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

การจัดตั้งพรรคสำรองถือเป็นการแก้เกม พร้อมสร้างพันธมิตรทางการเมืองในอนาคตด้วย ไม่ใช่เพียงการแก้กฎหมายการเลือกตั้งที่มีเพดานจำกัดจำนวนที่นั่ง ส.ส.เขต แล้วควบคุมจำนวนเก้าอี้ปาร์ตี้ลิสต์สำหรับพรรคใหญ่เพื่อไม่ให้ได้มากจนเกินไป ทั้งนี้ เจตนาของกฎหมายเลือกตั้งครั้งนี้อาจเพื่อเกลี่ยให้พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กมีที่ยืนในสภาบ้าง หากมองให้ดี ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ทำให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่เริ่มขบคิดหาทางออกในการกลายพันธุ์พรรคการเมือง โดยสร้างพันธมิตรทางการเมืองขึ้น เกิดการขยายหรือแตกหน่อพรรคการเมือง

พรรคเพื่อไทย (พท.) สามารถแก้ปัญหาผู้มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคได้ดี นั่นคือการแบ่งออกไปอย่างน้อย 3-4 พรรค ทำให้เห็นว่า พท.ไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือเข้มแข็ง เมื่อเทียบกับจำนวน ส.ส.ในอดีต แต่เป็นที่รับรู้กันว่าถ้าแตกออกเป็น 1 2 3 อย่างน้อยก็มีโอกาสรวมกันจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตได้ หากจำนวนเก้าอี้ ส.ส.เพียงพอ อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาด้านเอกภาพภายในพรรคเป็นเรื่องสำคัญ จะเห็นว่าการโยนก้อนหินถามทางว่าบุคคลนั้นนี้จะมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค พท. กระแสในพรรคยอมรับได้ไหม ซึ่งยังไม่มีการขานรับว่าใครจะเป็นที่เหมาะสม หากมองคร่าวๆ อย่างน้อยนี่เป็นการเพิ่มเก้าอี้ปาร์ตี้ลิสต์ พร้อมแก้ปัญหาเรื่องหัวหน้าพรรคในขณะเดียวกัน

การตั้งพรรคสำรองอาจมีข้อเสียเรื่องการประชาสัมพันธ์ หรือกลยุทธ์การหาเสียง เพราะประชาชนกาได้เบอร์เดียวในเขต และมีผลกับปาร์ตี้ลิสต์ ดังนั้นคะแนนต้องถ่วงไปที่ ส.ส.เขต ซึ่งมีอิทธิพลต่อการหาเสียงมากกว่าจะโน้มน้าวให้ประชาชนเลือก ส.ส.ตัวเองอย่างไรเพื่อให้ส่งผลกับพรรค ที่สำคัญคือหากมีการล้มยักษ์หรือนโยบายการโฆษณาพรรคไม่ชัดเจน อาทิ 3-4 พรรคที่แตกหน่อออกไปมีนโยบายเดียวกัน ย่อมกลายเป็นปัญหาของประชาชน ยกเว้นเขามีความผูกพันกับพรรค รักพรรคนี้ และตัดสินใจเลือกแล้ว

ส่วนจะเป็นแนวทางให้พรรคอื่นทำตามหรือไม่ ในพรรคขนาดใหญ่ หรือแนวร่วมพันธมิตรทางการเมือง คิดว่าอยู่ในความรู้สึกของนักการเมืองอยู่แล้ว แน่นอนว่าพรรคการเมืองขนาดใหญ่ไม่สามารถลงไปหาเสียงในบางพื้นที่ได้ ต้องแตกพรรค เช่น พรรคประชาชาติไทย ของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นโยบายคือเน้นปริมาณคะแนนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะภาพของพรรคเพื่อไทยอาจไม่โดนใจให้คนในพื้นที่ตัดสินใจเลือก สิ่งนี้ทำให้คนสามารถโฟกัสแบบภูมิภาคนิยม อย่างนี้อาจมีแนวโน้มทำได้ หรือไม่จำเป็นต้องเป็นพรรคใหญ่ก็ได้ แต่เกิดแนวร่วมพันธมิตรกันก็อาจทำได้เช่นกัน แต่ต้องไม่ลืมว่าฐานเสียงเขตสำคัญกว่า เพราะประชาชนกาเลือก ส.ส.เขตแล้ว ย่อมส่งผลถึงปาร์ตี้ลิสต์ด้วย

ในระยะยาว หากการเมืองไม่มีเสถียรภาพ เกิดการเลือกตั้งบ่อย แน่นอนว่างบประมาณในการจัดการเลือกตั้งใหม่สำหรับพรรคการเมืองใหม่ พรรคขนาดกลางหรือขนาดเล็กย่อมไม่สามารถทนทานได้ ท้ายที่สุดน้ำหนักก็จะกลับไปสู่ศูนย์รวมยังพรรคที่มีนโยบายชัดเจนมากที่สุด