เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงาน ก.พ. ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ(ภตช.) โดย นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการคณะกรรมการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ และว่าที่หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ พร้อมด้วย นายณัชพล สุพัฒนะ หรือ มาร์ค พิทบูล ประธานชมรมคนคุณภาพ และ ว่าที่ รองหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ และ คณะฯ ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)
ด้านนายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า ภตช.ได้รับร้องเรียนจากผู้ใช้รถใช้ถนนจำนวนมากและประสบพบด้วยตนเองว่า เดือดร้อนมากจากการเสียค่าปรับในอัตราสูงสุดบ้าง ปานกลางบ้าง ซึ่งกระทบต่อรายจ่ายปัจจุบันที่ไม่คาดคิดของประชาชนจำนวนมากกว่า 50 ล้านคน ปัจจุบันประชาชนที่หาเช้ากินค่ำตั้งแต่ เกษตรกร ถึง พนักงานบริษัท มีรายรับไม่พอรายจ่ายในแต่ละเดือน กลุ่มประชาชนเหล่านี้เดือดร้อนมาก เนื่องจากเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ไม่ดี ดีเฉพาะกลุ่มนายทุน ในส่วนของนายทุนจะมีเงินจ่ายค่าปรับอยู่แล้วไม่เดือดร้อน ดังนั้น ภตช.ได้ลงพื้นที่สำรวจการตั้งด่านเฉพาะของเจ้าพนักงานตำรวจจราจร ไม่รวมด่านเจ้าหน้าที่ทหาร-เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง พอสรุป เวลาการตั้งด่านได้ดังนี้ 1.ช่วงสาย 2.ช่วงเที่ยง 3.ช่วง บ่าย-เย็น 4.ช่วง กลางคืน-ดึก เฉลี่ย จะตั้งด่านอำเภอละอย่างน้อย 3 จุดต่อวัน ประเทศไทยมี 878 อำเภอ ตั้งด่านทั้งหมดต่อวัน 2,634 ด่านต่อวัน และจะตั้งด่านวันละ 4 เวลา โดยเฉลี่ยจะได้รายได้จากค่าปรับทุกรายการประมาณด่านละ 50,000 บาทต่อด่านต่อช่วงเวลา โดยใน 1 วัน จะได้รายได้ 526.8 ล้านบาท ต่อทั่วประเทศ และใน 1 เดือน จะได้รายได้ 15,804 ล้านบาทต่อทั่วประเทศ
ส่วนใน 1 ปี จะได้รายได้ 189,648 ล้านบาทต่อทั่วประเทศ
นายมงคลกิตติ์ กล่าวอีกว่า ถ้าคิดเป็นส่วนแบ่งรายได้เข้าแผ่นดิน 52.5% จำนวน 99,565.2 ล้านบาทต่อปี เข้ากระเป๋าตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการจับปรับตั้งแต่ ผบ.ตร. ลงมาถึง ตำรวจผู้จับกุม คิดเป็น 47.5% จำนวน 90,082.8 ล้านบาทต่อปี ถ้าเทียบปัจจุบันประเทศไทยมีตำรวจ ไม่เกิน 220,000 นาย ถ้าทุกนายได้รายได้จากส่วนแบ่งค่าปรับ จะเฉลี่ยคนละ 409,467 บาทต่อปีต่อนาย หรือ 34,122 บาทต่อเดือนต่อนาย จะเห็นได้ว่ารายได้การจับปรับต่างๆกลายเป็นรายได้หลักของเจ้าพนักงานตำรวจจะได้มากว่าอัตราเงินเดือนโดยเฉลี่ยเลย ถ้ามีการแก้ไขกฎหมายยกเลิกส่วนแบ่ง ค่าปรับให้เจ้าพนักงานตำรวจไป แล้วไปลดในการปรับปกติของประชาชนก็จะทำให้ประชาชนกว่า 50 ล้านคน ไม่เดือดร้อนเหมือนปัจจุบัน หรือ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ไม่ให้เงินในกระเป๋าของเขาลดลง ทั้งที่มีน้อยอยู่แล้ว ซึ่งในส่วนของการเข้าไปแก้ไข อัตราค่าปรับ ตามพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ให้ลดในส่วนของ ส่วนแบ่งค่าปรับเจ้าพนักงานตำรวจไปในค่าปรับปกติ อีกทั้งออกกฎหมายให้ค่าปรับคงที่ ไม่ให้เจ้าพนักงานตำรวจใช้ดุลยพินิจปรับสูงสุด-ต่ำสุด จะเป็นการลดการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ และ ในส่วนของการเสนอปรับอัตราการใช้ความเร็วเพิ่มขึ้นของรถแต่ละประเภท ให้เหมาะกับสมรรถนะรถที่จะวิ่งในอัตราความเร็วที่เหมาะสมกับการใช้เชื้อเพลิง เหมาะสมกับสภาพถนนแต่ละเส้นที่พัฒนาแล้ว เหมาะกับการจ่ายภาษีรถที่ประชาชนจ่ายเต็ม เหมาะสมกับความปลอดภัย ซึ่ง กฏกระทรวง ฉบับที่ 6 ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ใช้มากว่า 39 ปี สมัยนั้นสมรรถนะรถยังวิ่งได้สูงสุดไม่เกิน 80,120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีแต่ถนนลูกรัง ถนนลาดยางสวนเลน(ไป-กลับ) แต่ปัจจุบันเป็นถนนแอสฟัสติกคอนกรีต-ถนนปูนซีเมนต์ 6,8,12 เลน ไม่สวนทางมีเกาะกลางถนนกั้น สถาพถนนจะมีความปลอดภัยสูงถ้าไม่ทุจริตการก่อสร้างถนน
นายมงคลกิตติ์ กล่าวต่อว่า จึงขอเรียกร้องให้นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้ดำเนินการเพื่อลดภาระประชาชน อุดช่องว่างการทุจริตคอร์รัปชั่น ปรับปรุงกฏหมายเหมาะสมกับปัจจุบัน ดังนี้ 1.ขอให้ใช้มาตรา 44 ยกเลิกส่วนแบ่งค่าปรับจราจร 47.5% ในส่วนของเจ้าพนักงานตำรวจ ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อมาเป็นส่วนลดในอัตราค่าปรับปกติ อีกทั้งจะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนจำนวนกว่า 50 ล้านคน ที่มีรายได้ไม่พอรายจ่ายอยู่แล้วทุกวันนี้ 2.ขอเสนอแก้ไข อัตราโทษปรับ ตามพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ให้มีอัตราคงที่ ไม่ให้อำนาจเจ้าพนักงานใช้ดุลยพินิจในการปรับขั้นสูงสุด-ต่ำสุด ทำให้เกิดช่องว่างการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ และ 3.ขอให้ปรับแก้ไข กฎกระทรวง ฉบับที่ 6 พ.ศ.2522 ตาม พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ในส่วนของการกำหนดอัตราความเร็วให้กำหนดอัตราความเร็วใหม่เพิ่มขึ้นให้เหมาะสมกับ สมรรถนะรถ-การใช้เชื้อเพลิง สภาพถนน สภาพการจ่ายภาษี ณ ปัจจุบัน ซึ่งเราใช้กฏหมายนี้มานานมากแล้วเมื่อ 39 ปี ถ้าแก้แล้วจะทำให้ลดภาระประชาชนปิดช่องว่างการใช้กฏหมายรีดเงินประชาชนโดยชอบด้วยกฏหมายอีกต่อไป
ด้านนายณัชพล กล่าวว่า ตามมาเรื่องการตรวจสอบหรือตั้งกรรมการสอบเจ้าพนักงานตำรวจจราจรว่าดำเนินการถึงไหนแล้ว รู้สึกช้ามาก จาก กรณี การจับปรับ นายอดุลย์ พรรณา อายุ 53 ปี พ่อค้าชาว จ.นครราชสีมา เมื่อ 17 กันยายน 2561 ในความผิดฐาน นำรถที่มีเครื่องยนต์ก่อให้เกิด ก๊าซ ฝุ่น ควัน ละอองเคมี หรือเสียงเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดมาใช้ในทาง และกำหนดอัตราค่าปรับในใบสั่ง จำนวน 1,000 บาท ภายหลังได้ไปตรวจรถ วัด สภาพควันดำ สถานตรวจสอบสภาพรถ บุญทวี จังหวัดชัยภูมิ ปรากฏว่าได้ค่าไม่เกินกว่ากฎหมายกำหนด ผ่าน ซึ่งข้อมูลขัดแย้งกัน ถ้า สตช.ตรวจสอบแล้วว่าเจ้าหน้าที่ตรวจจับควันดำไม่ผิดหรืออาจจะช่วยกันหรือไม่ก็ไม่ว่า ก็ขอให้ตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่คนใดปรับจูนเครื่องตรวจวัดควันดำให้มีค่าไม่ได้มาตฐานหรือไม่ การจัดซื้อจัดจ้างเครื่องตรวจวัดควันดำ ของ กรมควบคุมมลพิษ ในล๊อตดังกล่าว ว่าตรวจรับของตรงตามสเป็คหรือไม่ จัดซื้อจัดจ้างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ราคาแพงเกินจริงหรือไม่ และ เครื่องตรวจวัดควันดำ ของ กรมควบคุมมลพิษ กับ ของ กรมขนส่งทางบก มีมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ กรุณาชี้แจงโดยละเอียด

