เป็นเรื่องน่าเศร้าสลดอย่างมาก เมื่อเรานึกย้อนถึงเบื้องหลังของวิกฤต ที่ฉุดบ้านเมืองเราให้ติดหล่มความแตกแยกมายาวนานกว่า 10 ปี ถ้าไปค้นหาต้นสายปลายเหตุที่แท้จริงจะพบว่า เริ่มมาจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของมิตรสหาย 2 คนที่ก่อนนั้นกอดคอรักใคร่กันดูดดื่ม
แต่แล้วเมื่อคนหนึ่งทุ่มเงินลงทุนเตรียมจะเปิดสถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ แต่อีกฝ่ายเห็นว่าถ้าขืนอนุมัติให้ จะกลายเป็นปัญหาข้อกฎหมายให้รัฐบาลถูกฟ้องร้องถึงติดคุกกันได้
จากเรื่องจะเปิดทีวีนิวส์วันอะไรนี่แหละ ทำเอาแตกคอกันรุนแรง ลุกลามบานปลายกลายเป็นแตกหัก
แล้วก็เลยเกิดม็อบขับไล่นักการเมืองทุนสามานย์ขึ้นมาในบ้านเมืองเรา สร้างสัญลักษณ์สี ปลุกความชิงชังต่อนักการเมือง แล้วก็กลายเป็นการเรียกหาทหาร ปลุกฝ่ายอนุรักษนิยมการเมือง เพื่อมาล้มรัฐบาลเลือกตั้ง จากนั้นเรื่องราวก็ขยายวงต่อเนื่องไปไม่สิ้นสุด
จริงอยู่ภาพรวมของปัญหาทั้งหมด มาจากกลุ่มอำนาจเก่าที่รับไม่ได้กับการเติบใหญ่ของนักการเมืองและทุนนิยมสมัยใหม่
เลยเกิดการหักโค่นกันไม่สิ้นสุด
แต่ย้อนไปยังจุดแรกเริ่ม คนที่ไปจุดไฟขึ้นมาจริงๆ นั้น เขาทะเลาะกันเรื่องเปิดสถานีทีวีช่องใหม่ไม่ได้นั่นเอง
เหมือนกับที่นักวิชาการแห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต ศาสตราจารย์โยชิฟูมิ ทามาดะ กล่าวในงานเสวนาครบรอบ 70 ปี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา
อธิบายถึงเรื่องตลกร้ายในสังคมการเมืองไทย
นักวิชาการชาวญี่ปุ่นเขาบอกว่า “การทุจริตเป็นปัญหาใหญ่ แต่การต่อต้านทุจริตเป็นปัญหาใหญ่กว่า เมื่อมีการนำมาทำลายประชาธิปไตยของเมืองไทย”
ในการบรรยายของศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโตผู้นี้ ได้ศึกษาถึงขบวนการใช้การต้านทุจริต เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองในบ้านเรา เจาะเข้าไปถึงผู้ร่วมชุมนุม กปปส.
นำมาสู่คำเตือนที่ว่า
หากเข้าใจเรื่องการทุจริตไม่ดีพอ เราจะถูกใช้เป็นเครื่องทำลายประชาธิปไตยง่ายขึ้น
รวมทั้งเอาไว้สร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่ผิดกติกา เพราะอ้างว่าเพื่อจัดการผู้ทุจริต
ทั้งนี้ นายโยชิฟูมิได้ชี้ให้เห็นว่า เพราะต่อต้านการทุจริตถึงขั้นเปิดทางให้มีการรัฐประหารได้
ไม่เท่านั้นยังชี้ถึงบทบาทขององค์กรด้านต่อต้านทุจริตในบ้านเราจากบทบาทที่เป็นจริงที่ผ่านมา โดยตั้งคำถามว่า
“แล้วองค์กรต่อต้านการทุจริตเชื่อถือได้แค่ไหน เมื่อองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นไทยแถลงว่าให้คะแนนร้อยเปอร์เซ็นต์ในความตั้งใจปราบปรามทุจริตในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์”
คำบรรยายของนักวิชาการญี่ปุ่นดังกล่าว คงจี้ใจดำเหล่าคนดีมีศีลธรรมชิงชังนักการเมืองเลวทรามฉ้อโกงอย่างมาก
เพราะสรุปรวมก็คือ การต่อต้านทุจริตนั่นแหละที่เป็นปัญหาใหญ่ยิ่งกว่าการทุจริต
จึงกล่าวได้ว่า เมื่อนับย้อนกันจริงๆ ก็ 13 ปีเข้าไปแล้ว สำหรับวิกฤตการเมืองไทย ซึ่งเริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวตั้งแต่ปี 2548 อันนำไปสู่การรัฐประหารปี 2549 แล้วต่อเนื่องมาถึงม็อบ 2556 และการรัฐประหาร 2557
เมื่อค้นหาจุดเริ่มต้นของทั้งหมด จะพบเรื่องน่าเศร้าหรือตลกร้ายของสังคมไทยเช่นนี้เอง
สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

