การเมืองเดินไปสู่การเลือกตั้ง เป็นวาระ “คืนประชาธิปไตยให้ปวงชนชาวไทย” อันควรจะนำมาซึ่งความชื่นชมยินดี
ทว่าแม้ความดีอกดีใจจะมีอยู่ไม่น้อย สำหรับคนที่เชื่อว่าการพัฒนาประเทศจะสำเร็จรุ่งเรืองได้ดีกว่าในวิถีประชาธิปไตย กลับเป็นที่รับรู้กันในใจของผู้คนทุกหมู่เหล่าว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้เสี่ยงอย่างยิ่งที่จะนำประเทศสู่ความวุ่นวายอีกครั้ง” หากจัดการได้ไม่ดีพอ
ห่วงกันถึงขั้นที่ว่า การเมืองหลังเลือกตั้งจะนำมาซึ่งความขัดแย้งที่ก่อสถานการณ์รุนแรงยิ่งกว่าที่ผ่านมา
ด้วยประเมินกันว่า ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ด้วยกติกาโครงสร้างอำนาจที่สร้างระบบรัฐสภาให้เกิดปะทะกันระหว่าง “นักการเมืองจากการเลือกตั้งของประชาชน” กับ “นักการเมืองจากการแต่งตั้งของผู้มีอำนาจ” แบบนี้ยากที่จะเป็นรัฐบาลที่อยู่และทำงานไปได้อย่างมีเสถียรภาพ
แต่ไม่ว่าจะห่วงใยอย่างไร ทุกฝ่ายจำเป็นต้องนิ่งมองให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป ตามเวรตามกรรมที่ได้ทำกันมา
ประเทศชาติจะเป็นอย่างไร เหมือนว่าต่างปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมนั้น
มีเสียงแสดงความเป็นห่วง แต่ไม่มีปฏิบัติการใดๆ ที่จะหาทางออกจากสถานการณ์น่าเป็นห่วงนั้น
คล้ายกับว่าแต่ละฝ่ายต่างเล็งที่ประโยชน์ที่ฝ่ายตัวเองจะได้รับจากชะตากรรมวุ่นวายรุนแรงของแผ่นดิน
แต่แล้ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายทหารผู้ผูกพันกับเส้นทางการเมืองมาตลอดชีวิต ทั้งในช่วงรับราชการและเกษียณอายุแล้ว เปิดบ้านหลังใหม่ที่ย้ายมาอยู่แถวถนนกาญจนาภิเษก แถลง “ความในใจว่าด้วยความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ของประเทศ”
“คนที่ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ กันมายาวนานนั้นก็ย่อมจะเห็นว่าเดินกันไปอย่างไร และจบกันไปอย่างไร” พล.อ.
ชวลิตอ้างประสบการณ์เพื่อร้องขอความเชื่อถือ
“บิ๊กจิ๋ว” ผู้ผ่านสถานการณ์การเมืองแบบวงในมาทั้งชีวิต ชี้ให้เห็นว่า “ขณะนี้ก็เห็นปรากฏการณ์กันว่าถ้าไม่มีการดำเนินการอะไรกันเลยนั้น ภายใต้กติกาที่เป็นอยู่กับการดำเนินการที่เป็นอยู่นั้นมันก็จะนำพาสู่วิกฤต”
ยาวนานทีเดียวที่ พล.อ.ชวลิตจำกัดบทบาทของตัวเองไว้ในความเงียบ
ข่าวคราวล่าสุดเป็นเรื่องการแต่งงานครั้งใหม่ ที่สาระอยู่ที่วิถีการดูแลชีวิตบั้นปลายให้เป็นไปอย่างราบรื่นเท่าที่จะเลือกให้เป็นได้
กระทั่งกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา
“บิ๊กจิ๋ว” จึงเหมือนคนที่อดไม่ได้ที่จะออกมาชี้ให้เห็นวิกฤตที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ของประเทศ
ทว่าในช่วงแรก ฝ่ายต่างๆ ยังฟังแล้วนิ่ง ไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ
กระทั่งถึงวันนี้ดูเหมือนว่า ความทะยานอยากในใจของแต่ละฝ่ายที่เห็นประโยชน์จากสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงพร้อมใจที่จะปฏิเสธความปรารถนาดีของ “บิ๊กจิ๋ว”
ปล่อยให้คำเตือนนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้แค่ถูกบันทึกไว้เงียบๆ ในโลกข่าวสาร โดยไม่มีผลต่อการกระตุ้นให้ใครตระหนักถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติ
ชะตากรรมของชาติที่ขับเคลื่อนด้วยความทะยานอยากของกลุ่มอำนาจฝ่ายต่างๆ
เสียงจากประสบการณ์ของ “ทหารการเมือง” อย่าง “พล.อ.ชวลิต” ไม่มีพลังพอที่จะทำให้ใครเฉลียวคิด ฉุกใจตรอง
การ์ตอง

