เข้าโซน หาเสียง การเมือง แตกเซลล์ แยกกันเดิน รวมกันตั้งรบ.

7.10.18 | 12:00 น.

พลันที่ 4 รัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศตัวลงการเมือง ทำให้มองเห็นภาพการชิงชัยในการเลือกตั้งครั้งหน้าได้ดีขึ้น

รัฐมนตรี 4 คน ประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ

การประกาศตัวดังกล่าวเกิดขึ้นในการประชุมพรรคพลังประชารัฐ หรือ พปชร. โดยที่ประชุมเลือกนายอุตตม เป็นหัวหน้าพรรค

เลือกนายสนธิรัตน์ เป็นเลขาธิการพรรค

มีนายสุวิทย์ เป็นรองหัวหน้า และนายกอบศักดิ์ เป็นโฆษกพรรค

Advertisement

ทั้ง 4 รัฐมนตรีที่ได้รับเลือก ประกาศในวันประชุมพรรคว่า จะยังไม่ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี

รอเวลาที่เหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะเป็นวันเวลาที่มีประกาศกฤษฎีกาเลือกตั้ง

เมื่อวันนั้นมาถึง 4 รัฐมนตรีถึงจะอำลาเก้าอี้กันอย่างพร้อมเพรียง

การปรากฏตัวของ 4 รัฐมนตรีได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความคมชัดทางการเมือง โดยเฉพาะกระแสข่าวที่ว่า คสช.มีแนวคิดที่จะสานต่อนโยบายที่ดำเนินการมา

มีแนวโน้มว่า จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้ง

และมีแนวโน้มว่า ความเคลื่อนไหวก่อนหน้าที่ของกลุ่มการเมืองอย่างเช่น กลุ่มสามมิตร จะดำเนินการไปเพื่อเข้ามาผนึกรวมกับพรรคพลังประชารัฐ

แม้ก่อนหน้านี้จะมีข่าวเรื่องการทับซ้อนเขตเลือกตั้ง เนื่องจากแต่ละฝ่ายต่างสรรหาว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งมาลง 350 เขต

แต่ความขัดแย้งดังกล่าวก็ไม่มีผลกระทบต่อการผนึกรวมกันเป็นหนึ่งเดียว

ดังที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่มสามมิตรยืนยันว่า จะเข้าไปรวมกับพรรคพลังประชารัฐแน่นอน

แม้ข่าวเรื่องการรวมตัวของกลุ่มสามมิตรกับพรรคพลังประชารัฐจะมีมานานแล้ว

แต่เมื่อได้รับคำยืนยัน ประกอบกับการปรากฏตัวของ 4 รัฐมนตรี

พรรคพลังประชารัฐย่อมมีราคาในสายตาการเมืองขึ้นมาทันที

ขณะที่พรรคพลังประชารัฐใช้วิธีรวมผนึกกับกลุ่มการเมืองอย่างกลุ่มสามมิตร พรรคการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทยกลับมีข่าวการ “แตกเซลล์”

ทั้งนี้เพราะพรรคเพื่อไทยมีประสบการณ์ตรงเรื่องการยุบพรรคมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จากพรรคไทยรักไทย กลายเป็นพรรคพลังประชาชน และเป็นพรรคเพื่อไทยในที่สุด

ขณะนี้กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยถูกกล่าวหาว่าขึ้นเวทีวิพากษ์วิจารณ์ผลงานรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. ครบ 4 ปีไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

ขัดคำสั่ง คสช. และมีโอกาสต้องยุบพรรค หรือถูกแบนทางการเมือง

จึงมีกระแสข่าวอยู่ตลอดเวลาว่า พรรคเพื่อไทยต้องหาพรรคสำรองเพื่อเตรียมไว้รับสถานการณ์

กระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีการเปิดตัวพรรคเพื่อธรรมขึ้น

เดิมทีมีข่าวว่า พรรคเพื่อธรรมจะเลือก นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ เป็นหัวหน้าพรรค แต่ภายหลังกลับเป็น นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ที่ขึ้นนั่งหัวหน้า

ขณะที่ทีมงานบริหารนั้นมีความสัมพันธ์กับพรรคเพื่อไทยกันแนบแน่นอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคเพื่อธรรม ต่างปฏิเสธกระแสข่าว “พรรคสำรอง” ดังกล่าว

แต่ชื่อพรรคสำรองของเพื่อไทยก็ยังมีกระแสต่อเนื่อง ล่าสุดมีชื่อ พรรคเพื่อชาติ รวมอยู่ด้วย

ทุกอย่างที่เคลื่อนไหว ยังไม่มีการยืนยัน

หากแต่พิจารณาจากเหตุและผลแล้ว การแตกเซลล์ย่อมเป็นผลดีต่อเพื่อไทยไม่ใช่น้อย

ข้อดีดังกล่าวเป็นข้อดีสำหรับพรรคใหญ่ที่ปรับตัวรับกับกติกาใหม่อย่างรัฐธรรมนูญปี 2560

ทั้งนี้เนื่องจากการเลือกตั้งครั้งนี้ทุกคะแนนเสียงมีค่า กรรมการเลือกตั้งนับทุกคะแนน

พรรคการเมืองใดได้ ส.ส.เขตมาก มีโอกาสไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเลยสักคน

ขณะที่พรรคการเมืองใดที่ได้คะแนน 70,000-80,000 คะแนน มีสิทธิได้ ส.ส.แน่ๆ แล้ว 1 คน

ดังนั้น ในการประชุมพรรคการเมืองหลายพรรค จึงวางเป้าหมายได้ ส.ส.ไม่มากนัก เช่น พรรคพลังท้องถิ่นไท คาดว่าจะได้ ส.ส.แค่ 10 คน

สำหรับพรรคใหญ่นั้น มองได้ว่าได้รับประโยชน์น้อยกว่าพรรคเล็ก อาทิ พรรคเพื่อไทยที่ได้ ส.ส.มากเมื่อการเลือกตั้งปี 2554 แต่หากใช้กฎกติกาใหม่มาจับ พรรคเพื่อไทยจะเหลือ ส.ส.บัญชีรายชื่อน้อย หรือแทบจะไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเลย

เท่ากับว่า หากนำผลการเลือกตั้งเมื่อปี 2554 มาเข้าสูตรการจัดการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 พรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส.น้อยลงหลายสิบคน

ด้วยเหตุนี้ การ “แตกเซลล์” จึงเป็นตัวเลือกใหม่สำหรับพรรคใหญ่ในการสู้ศึก

ขณะนี้มีการประชุมพรรคกันอย่างคึกคัก แต่ละพรรคล้วนประกาศเจตนารมณ์ทางการเมืองอย่างชัดเจน

สรุปขั้วการเมืองได้ชัดแจ้ง

หนึ่ง คือ ไม่เอา คสช. ประกอบด้วย พรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่ พรรคประชาชาติ พรรคเพื่อธรรม และพรรคอื่นๆ อีก หากมี

อีกหนึ่ง คือ สานต่อ คสช. ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชนปฏิรูป

พรรคที่เหลือมีแนวโน้มว่าจะตัดสินใจตามผลการเลือกตั้ง หมายความว่าหากขั้วใดขั้วหนึ่งได้เสียงข้างมากก็พร้อมร่วมรัฐบาล

พรรคเช่นนี้มีเช่น พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติพัฒนา พรรคชาติไทยพัฒนา เป็นต้น

ทั้งนี้รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่ยังไม่ยืนยันอะไร เพียงแต่บอกว่าสนับสนุนคนทำตามกติกา

หมายความว่า หากพรรคพลังประชารัฐรวบรวมเสียงได้มากพอที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

พรรคประชาธิปัตย์ก็พร้อมเป็นรัฐบาลด้วย

หากเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่า ในสนามการเลือกตั้งที่จะถึง การช่วงชิงอำนาจจะมองแค่พรรคการเมืองใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ คงไม่เพียงพอ

การมองแค่พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคพลังประชารัฐ ก็ยังไม่เพียงพอ

การหาเสียงและการต่อสู้แย่งชิงคะแนนเสียง ต้องมองไปถึงพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน
มองพรรคการเมืองที่มีแนวคิดสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

และมองพรรคการเมืองที่มีแนวคิด ไม่สนับสนุน คสช.
เพราะการเผชิญหน้าในสนามเลือกตั้ง จะมีหลายพรรค และอาจมีบางพรรคใช้วิธีการ “แตกเซลล์”
กระทั่งผลการเลือกตั้งปรากฏออกมา แต่ละเซลล์ แต่ละพรรค จึงจะคืนกลับมารวมกันอีกครั้ง

ช่วงเวลาหาเสียง จึงเป็นเวลาของการ “แยกกันเดิน”

หลังจากผลการเลือกตั้งปรากฏออกมาแล้วนั่นแหละ

จึงจะเห็นการเมืองจุดยืนเดียวกันจับมือกันตั้งรัฐบาล