ปาฐกถา “ทำไมต้องปฏิรูปประเทศไทย” ของผู้นำพรรครวมพลังประชาชาติไทย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เชียงใหม่ ไม่เพียงแต่ยืนยัน
1 จะส่งผู้สมัครครบ 350 เขตทั่วประเทศ
หาก 1 ขอประชาชนลงคะแนนให้ 3.5 ล้านเสียง จะได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 50 คน
และที่สำคัญเป็นอย่างมาก 1
“หากชนะเลือกตั้งและมีโอกาสได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาลขอดูแลกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เท่านั้น เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีกว่าเดิม”
ประการหลังนี้แหละทรงความหมายเป็นอย่างสูง
คำกล่าวของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ถือเป็นเรื่องธรรมดาอย่างปกติยิ่งในทางการเมือง
ไม่ว่าในยุค “ปฏิรูป” หรือ “ก่อน”ปฏิรูป
เพราะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เคยเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลอย่างที่เรียกกันว่า “ในค่ายทหาร”มาแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2551 และได้มอบกระทรวงมหาดไทยให้กับพรรคภูมิใจไทย
จากนั้น จึงได้โอบกอดประคองร่าง นายเนวิน ชิดชอบ หลังสามารถตกลงกันได้
จึงมิได้เป็นเรื่องแปลกหากจะเกิดขึ้นอีกในปี 2562
ลำพังพรรครวมพลังประชาชาติไทยของ นายสุเทพ เทือกสุ บรรณ ก็ขอ 2 กระทรวงใหญ่ ศึกษาธิการ เกษตรและสหกรณ์ไปยึดครองแล้ว แล้ว “กลุ่มสามมิตร”ซึ่งมีคนดีเด่นดังไม่ต่ำกว่า 70 คนอยู่ในมือจะขอกระทรวงใดบ้างเล่า
ต้องถาม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ต้องถาม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ หรือแม้กระทั่งการย่างสามขุมเข้ามาของคนในตระกูลรัตนเศรษฐพร้อมกับ”พลังโคราช”
ทั้งหมดนี้จะมาพร้อมกับการสืบทอดอำนาจของ”คสช.”
ปรากฏการณ์ในแบบของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อาจเข้าข่ายยังไม่ทันเห็นกระรอกก็ก่งหน้าไม้ ยังไม่เห็นน้ำก็ตัดกระบอก
แต่นี่คือ ธรรมชาติอันเที่ยงแท้แน่นอนของ”การเมือง”
ไม่ว่าจะเป็นการเมืองผ่านพรรครวมพลังประชาชาติไทย ไม่ว่าจะเป็นการเมืองผ่านพรรคพลังประชารัฐ
นี่คือสภาพที่ต้องประสบหลังเดือนกุมภาพันธ์ 2562

