หมายเหตุ – เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง, กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง, โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw), สหพันธ์นักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยไทย, กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย, ตัวแทนเครือข่ายแรงงาน, สมัชชาคนจน และเครือข่ายต่างๆ แถลงเปิดตัวเครือข่ายประชาชนที่ต้องการการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และมีผลในทางปฏิบัติ (FFFE-Free, Fair & Fruitful Election) เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
อนุสรณ์ อุณโณ
คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์
แกนนำเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง
ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาค่อนข้างชัดเจนว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งทั่วไป อย่างน้อยที่สุดวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 62 น่าจะเชื่อได้ว่าเลือกตั้งจะเกิดขึ้น รวมถึงการเคลื่อนตัวครั้งสำคัญของบรรดาคนที่อยู่ในรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่ การให้สัมภาษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งพรรคใหม่ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกทำให้ดูประหนึ่งว่าเป็นการเข้าไปช่วงชิงขับเคี่ยวหรือแข่งขันของบรรดาพรรคการเมือง ทำให้สังคมหรือหรือกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวก่อนหน้านั้นหายไป
การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นมีนัยยะทางสังคม ไม่ได้เป็นเพียงการขับเคี่ยวหรือแข่งขันของพรรคการเมือง แต่เป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของสังคมในการใช้การเลือกตั้งเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตยในการพาประเทศกลับสู่สภาวะปกติ และใช้เป็นกลไกสำคัญในการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งที่เราเผชิญมาก่อนหน้านั้น ดังนั้นเพื่อทำให้การเลือกตั้งสามารถทำหน้าที่ตามที่คาดหวัง คิดว่าจะต้องเกิดขึ้นภายใต้ปัจจัย 3 ประการ
ประการที่ 1 ต้องเป็นการเลือกตั้งที่เสรี เปิดโอกาสให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ ที่มีปัญหาหรือความต้องการได้สื่อสารผ่านสาธารณะให้สังคมรู้ว่าปัญหาของเขาคืออะไร และนำไปสู่การแก้ไข รวมถึงเรื่องความเป็นอิสระของพรรคการเมือง ในการรับฟังและแถลงให้สาธารณชนได้รับทราบว่าแนวคิด ทิศทางการแก้ไขปัญหาของประเทศนี้เป็นอย่างไร ถ้าปราศจากสิ่งเหล่านี้การเลือกตั้งครั้งนี้ก็จะไม่มีความหมาย
ประการที่ 2 ต้องมีความเป็นธรรม ไม่ว่าเขาจะยืนอยู่บนอุดมการณ์ทางการเมืองแบบไหน หรือพรรคการเมืองใดก็ตาม จะต้องมีโอกาสในการเสนอความเห็นเและผลประโยชน์ให้เป็นที่รับรู้และนำไปสู่การปฏิบัติได้ ทุกพรรคต้องมีความเป็นธรรมในการเข้าถึงและสื่อสารกับประชาชนได้เท่ากัน ไม่ใช่บางพรรคที่มีโอกาสสื่อสารกับสาธารณชน ในสภาวะทุกวันนี้เราจะเห็นว่ามันไม่เป็นธรรม หรือไม่เป็นในลักษณะที่ว่าไว้
ประการที่ 3 การมีผลในทางปฏิบัติ ต้องอย่าลืมว่า ข้ออ้างประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดการรัฐประหารที่ผ่านมาคือการเมืองระบอบรัฐสภาไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาของประชาชน แต่เป็นเรื่องผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ทำให้การเมืองระบบรัฐสภาถูกรัฐประหารอยู่เรื่อยไป เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ถูกครหาว่าเป็นเพียงแค่พิธีกรรม เราไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น อยากให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีผลในทางปฏิบัติด้วย ปัญหาและความต้องการของผู้คนจะต้องได้รับการตอบสนอง
ดังนั้นจึงตั้งชื่อกลุ่มว่า เครือข่ายประชาชนที่ต้องการการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และมีผลในทางปฏิบัติ (FFFE) พร้อมจัดกิจกรรมเสวนาวิชาการสาธารณะ วันที่ 14 ตุลาคม หัวข้อการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมกับอนาคตสังคมและการเมืองไทย กิจกรรมครั้งนี้จะมีส่วนของสังคมและพรรคการเมืองที่ประสานไว้ทั้งหมด 7 พรรค คือ พรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์ อนาคตใหม่ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา ประชาชาติ และเสรีรวมไทย ถือเป็นการประสานงานระหว่างภาคประชาสังคมกับพรรคการเมือง ในงานจะมีการอ่านแถลงการณ์ร่วมกันระหว่างภาคประชาสังคมและพรรคการเมืองเรียกร้องให้เกิดการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม
ประกอบกับกระบวนการนี้ดำเนินการมาก่อนหน้าแล้วระยะหนึ่ง พรรคพลังประชารัฐเพิ่งจดทะเบียนและประชุมพรรค ด้วยเงื่อนไขของเวลาทำให้ไม่สามารถชวนมาพูดคุยได้ แต่เรายินดีหากจะมาร่วมงาน จะส่งจดหมายเชิญไปด้วย นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสวนาสาธารณะวันที่ 11 พฤศจิกายน ตลอดจนกิจกรรมที่เราเห็นหรือประเมินว่ามีแนวโน้มว่า จะมีความพยายามสร้างความได้เปรียบของกลุ่มหรือพรรคการเมืองบางพรรคค่อนข้างเด่นชัด ทำให้เรากังวลว่าก่อนถึงการเลือกตั้ง ถ้าเขาไม่มั่นใจว่าชัยชนะจะเป็นของเขาก็อาจจะเกิดการทุจริตการเลือกตั้งครั้งมโหฬารและอย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม กลุ่ม FFFE ประกอบด้วยเครือข่ายต่างๆ กว่า 10 องค์กร หลังจากนี้ ยังเปิดกว้างให้กลุ่มต่างๆ เข้าร่วมด้วย หากเห็นว่าหลักการของพวกเราเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลและน่าจะร่วมกัน เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นแค่การขับเคี่ยวหรือแข่งขันของพรรคการเมืองที่จะพาตัวเองเข้าสู่สภา
ชลธิชา แจ้งเร็ว
ตัวแทนกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง
เสรีภาพทำให้การเลือกตั้งมีความหมายมากขึ้น เวลา 5 ปีที่ผ่านมา ภายใต้การปกครองของ คสช. เรื่องสิทธิเสรีภาพและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชนถูกคุกคามอย่างหนัก ประชาชนจำนวนมากถูกจับกุม ตั้งข้อกล่าวหา รวมถึงพลเรือนอีกจำนวนมากถูกดำเนินคดีโดยขึ้นศาลทหาร กลายเป็นดัชนีชี้วัดถึงความตกต่ำด้านสิทธิและเสรีภาพของประชาชนในยุคนี้ ดูเหมือนว่ามีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น
เรารวมตัวกันโดยมีเจตนารมณ์เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในเร็ววัน ที่ผ่านมาได้ทำกิจกรรมมากกว่า 10 ครั้งทั่วประเทศ ปรากฏว่ากิจกรรมที่เป็นไปอย่างสันติวิธีภายใต้สิทธิเสรีภาพที่มีกลับถูกจับกุมตั้งข้อหากว่า 130 คน นำมาสู่การตั้งคำถามกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นว่าเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมจริงหรือไม่ ดังนั้นเราต้องการการยืนยันว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นอยู่บนหลักการและมีความหมายกับคนไทย
หวังให้การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคม ไม่ว่าภาคประชาชน ประชาสังคม ภาคธุรกิจ กระทั่งพรรคการเมืองมีโอกาสแสดงความคิดเห็น สะท้อนปัญหา รวมถึงแนวทางการปฏิบัติที่ต้องการให้เกิดขึ้นในทางสาธารณะได้อย่างเปิดเผย รวมถึงการที่พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรม พูดคุยสื่อสารกับประชาชนได้อย่างเต็มที่ ปราศจากการใช้อำนาจรัฐและการคุกคามกับพรรคการเมืองและประชาชน ในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นไปในทิศทางตรงข้ามกับที่วาดหวังไว้ คือยังมีการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้ประชาชนไม่สามารถแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างเสรี และยังห้ามไม่ให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้อย่างเต็มที่และอิสระ
ขณะเดียวกันฝ่ายที่สนับสนุน คสช.กลับเดินหน้าเต็มที่เพื่อพูดคุยกับประชาชน นี่คือหนึ่งในกระบวนการโกงการเลือกตั้ง ควรจับตามองตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
ธนพล พันธุ์งาม
กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย
ช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมา คสช.ทำหลายอย่างโดยไม่คำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก กระบวนการเข้ามาไม่ได้ผ่านการเลือกตั้ง จึงมองว่าไม่ได้มีผลต่อการเลือกตั้งหรือคะแนนเสียง ช่วงหลังจะเห็นว่า คสช.หรือรัฐมนตรีใช้เงินภาษีของเราในการเดินสายหาเสียงหรือนโยบายตามจังหวัดต่างๆ
การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจึงไม่ใช่การเลือกตั้งที่เราได้ประโยชน์เต็มที่ เพราะเป็นกติกาของ คสช.ที่เป็นผู้คุมการเลือกตั้ง สิ่งที่เราทำได้คือรณรงค์ให้การเลือกตั้งครั้งนี้เสรี เป็นธรรม เปิดโอกาสให้ทุกคนมีสิทธิในการเข้าถึง พรรคการเมืองสามารถสื่อสารต่อประชาชนได้ อีกประเด็นคือความไม่เป็นธรรมที่ คสช.มีสิทธิเลือก ส.ว.ถึง 250 คน ทำให้มีคะแนน 1 ใน 3 ของรัฐสภาในการตั้งเป็นรัฐบาลอีกครั้ง
ที่ผ่านมา คสช.และทีมเศรษฐกิจพยายามบอกว่าตัวเลขเศรษฐกิจเติบโตขึ้น เเต่ไม่สะท้อนประชาชนว่ามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นหรือไม่ หากดูความเหลื่อมล้ำ มีกลุ่มนายทุนไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของประเทศที่มีทรัพย์สินและที่ดินจำนวนมาก ดังนั้น ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลบอกจึงไม่ใช่สิ่งที่นำมาชี้วัดได้
การเลือกตั้งควรเปิดโอกาสให้เลือกพรรคการเมืองที่ตัวเองชอบได้อย่างเสรี ที่ผ่านมาสายเผด็จการพยายามกล่อมเราว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบแห่งการถกเถียง เป็นระบอบแห่งความขัดแย้ง หากดูตามประวัติศาสตร์กว่า 80 ปีของประชาธิปไตย สิ่งที่สร้างปัญหาคือการรัฐประหาร ระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถดำเนินได้อย่างราบรื่นในระยะเวลาที่ยาวนาน ดังนั้นระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่ปัญหา ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง นักการเมืองพยายามจะทำวิจัยด้วยซ้ำว่าประชาชนต้องการอะไร เพื่อจะเข้ามาเป็นรัฐบาล แต่ คสช.กลับหาวิธีทำให้ตัวเองอยู่ต่อไปให้นานที่สุด
ธนวัฒน์ วงศ์ไชย
ประธานสภานิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การเลือกตั้งเป็นสิ่งจำเป็น เป็นทางออกของปัญหาที่ประเทศของเรากำลังเจอ ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลทหาร แต่การเลือกตั้งจะต้องเสรีและเป็นธรรมเท่านั้น มิเช่นนั้นแทนที่จะเป็นกระบวนการใช้อำนาจของประชาชนเพื่อกำหนดอนาคตของประเทศ จะกลายเป็นพิธีกรรมในการสืบทอดอำนาจและการฟอกขาวอำนาจเผด็จการเท่านั้น
การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นอยากให้สังเกตความเป็นธรรมที่จะเกิดขึ้น 3 ประเด็นหลัก ประเด็นที่ 1 คือ ผู้มีอำนาจในรัฐบาลเผด็จการชุดนี้สามารถแยกแยะได้หรือไม่ว่า ราชการแผ่นดิน ส่วนรวมกับการหาเสียงของพรรคการเมืองจะต้องไม่ปะปนกัน รัฐมีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรม หากคนในรัฐบาลนำสรรพสิ่งในองคาพยพของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกลไกภาครัฐ ระบบราชการ งบประมาณไปสนับสนุนพรรคการเมืองของพวกพ้อง หรือกีดขวางการดำเนินการของพรรคการเมืองอื่น การเลือกตั้งนั้นจะทำได้อย่างไร รวมถึงการใช้งบประมาณของรัฐบาลเป็นภาษีของประชาชนสร้างความนิยมในทุกช่องทาง เช่น การจ้างดาราและคนมีชื่อเสียงช่วยประชาสัมพันธ์ผลงานหรือนโยบายของรัฐด้วย
ประเด็นที่ 2 รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเอื้อให้ระบบเผด็จการแทรกแซงการเลือกตั้งได้โดยง่าย และใช้อำนาจดังกล่าวในการแทรกแซง เพื่อสนับสนุนให้พรรคการเมืองที่ตนต้องการให้เข้ามาสืบทอดอำนาจได้รับประโยชน์ และให้โทษกับพรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับตัวเองหรือไม่ ตลอดจนการแต่งตั้ง ส.ว.ที่เอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น เป็นความอยุติธรรมอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้น
ประเด็นที่ 3 การใช้ทรัพยากรของรัฐสนับสนุนพรรคการเมือง เช่น การเลือกตั้งปี 2500 ใช้ทรัพยากรของกองทัพสนับสนุนพรรคเสรีมนังคศิลาตั้งขึ้นเพื่อสืบทอดอำนาจของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีการส่งทหารไปเฝ้าคูหาเลือกตั้ง มีการใช้เฮลิคอปเตอร์โปรยใบปลิวหาเสียง
ขณะนี้เรามีพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นเพื่อสืบทอดอำนาจเช่นเดียวกับพรรคเสรีมนังคศิลา ต้องจับตาดูท่าทีและจุดยืนของกองทัพต่อพรรคพลังประชารัฐว่าจะออกตัวสนับสนุนเช่นเดียวกันหรือไม่ ขอเรียกร้องให้ รมต.4 คนที่เป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐลาออกจากตำแหน่งบริหาร โดยให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่รักษาการแทน
สุณัย ผาสุข
ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ประจำประเทศไทย
วันนี้มาสังเกตการณ์ เห็นว่าเป็นหมุดหมายสำคัญ มีข้อกังวลหลายประการ คือ ข้อแรก นับตั้งแต่ก่อนวันที่จะมีการยืนยันกำหนดการเลือกตั้ง ปรากฏว่าไม่มีเงื่อนไขใดเลยที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมระหว่างประเทศว่าประเทศไทยเงื่อนไขที่จะมีการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม
สิ่งสำคัญคือใช้อำนาจของ คสช.ในการปิดกั้น ลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานทุกประการ ทั้งการแสดงออกหรือการชุมนุมที่ไม่สามารถกระทำได้ และถือว่าเป็นคนผิด นอกจากนี้ ยังมีบรรทัดฐานที่เกิดต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยทำประชามติรับรองรัฐธรรมนูญที่มีการดำเนินคดีในศาลทหารกับผู้ที่พยายามสังเกตการณ์กระบวนการการทำประชามติ
โดยการสังเกตการณ์การเลือกตั้งเป็นเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งที่ชี้วัดว่า กระบวนการเลือกตั้งมีความเสรี โปร่งใส และเป็นธรรมหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ไม่ว่าจะเป็น กกต. รัฐบาลหรือ คสช.ยังไม่มีท่าทีชัดเจนจะอนุญาตให้เกิดการสังเกตการณ์เลือกตั้งอย่างอิสระ

