ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หากมองในภาพกว้าง การแบ่งขั้วทางการเมือง
บางคนอาจมองว่า เป็นการแบ่งข้างระหว่าง ประชาธิปไตย กับ เผด็จการ
บางคนอาจมองว่า เป็นการแบ่งข้างระหว่าง เอาทักษิณ กับ ไม่เอาทักษิณ
แม้ว่าดูเหมือนจะมีทางเลือกใหม่ๆ ให้กับประชาชน จากพรรคการเมืองใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น
เอาเข้าจริงๆ ทางเลือกมีไม่มากนัก
ขึ้นอยู่กับว่า โจทย์ใหญ่เราต้องการอะไรมากกว่ากัน
ถ้ามองเจาะลึกลงไป ถึงขั้นฟันธงกันเลยว่า พรรคไหนมีโอกาสเป็นพรรครัฐบาลมากกว่ากัน
ณ เวลานี้ เชื่อว่าคงจะตอบยาก คงยังไม่มีใครกล้าฟันธง หากยังไม่ถึงเวลาลงคะแนน
ทั้งเพื่อไทย พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ ถือว่ายังเป็นตัวเก็งในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ในทางกลับกัน พรรคใหญ่ๆ เหล่านี้ ก็ล้วนมีโอกาส “หวังวืด” เป็นฝ่ายค้านไม่น้อยไปกว่าโอกาสจะได้ตั้งรัฐบาล
เพราะเชื่อว่า ณ วันนี้ ไปจนถึงวันกาบัตร อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ
แต่ถ้าถามว่า พรรคการเมืองไหนมีโอกาสได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลมากที่สุด
เชื่อว่าหนึ่งในคำตอบนั้น น่าจะมีชื่อ พรรคภูมิใจไทย อยู่ด้วย
เพราะดูจากความพร้อมของ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรค แล้วล่ะก็
ต้องบอกว่าเข้าตากรรมการมาก
ทั้งในเรื่องเงินทุนไม่ต้องพูดถึง “กระสุนดินดำ” เพียบ
แถมมีท่อต่อไปได้หลากหลายคอนเน็กชั่น ไม่ว่าจะพรรคไหน
และถ้าสังเกตให้ดี บรรดาสหายร่วมรบของภูมิใจไทยในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ธรรมดา
แต่ละกลุ่ม แต่ละก๊วน ล้วนแล้วแต่ระดับแถวหน้า หัวกะทิ ไม่เป็นรองใคร
อย่างล่าสุด ดึงตัว พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ กรรมการ กสทช.
ถึงกับยอมไขก๊อก กรรมการ กสทช. รู้กันดีว่าไม่ธรรมดา ออกมาร่วมรบด้วย
ตำแหน่งนี้เป็นที่หมายปองของใครหลายคนแค่ไหน
ทั้งในเรื่องของภาระหน้าที่และความรับผิดชอบ มากมายมหาศาล
เพราะต้องดูแลคลื่นความถี่ ระบบสื่อสาร โทรคมนาคม ทีวี วิทยุ
หรือแม้แต่ในด้านผลตอบแทนการทำงานก็สูงลิบลิ่ว
ดังนั้นถ้ายอมทิ้งเก้าอี้สำคัญ เพื่อมาร่วมรบกับภูมิใจไทยในครั้งนี้
ย่อมต้องประเมินไว้เป็นอย่างดีแล้วว่า โอกาสมีมากน้อยแค่ไหน
ไม่แน่ว่า อาจจะมองไปถึงตำแหน่ง รัฐมนตรี ในอนาคต
เหมือนกับที่ “ศุภชัย ใจสมุทร” โฆษกพรรคภูมิใจไทย ประเมินไว้ว่า
“คนระดับ พ.อ.เศรษฐพงค์ ไม่เพียงแต่ดำรงตำแหน่งโฆษกพรรคเท่านั้น ยังสามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้ด้วย”
เหมือนเป็นการวางตำแหน่งกันล่วงหน้า
ถ้าสามารถสานฝัน ผลการเลือกตั้งให้เป็นจริงได้

