หมายเหตุ – เป็นความเห็นกรณีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การพิจารณารับจดแจ้งตั้งพรรคการเมืองใหม่ โดยให้ดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 45 วัน จากเดิม 90 วัน นับแต่วันที่มีการยื่นคำขอจัดตั้งพรรค เพื่อแก้ไขปัญหาสมาชิกพรรคการเมืองที่จะลงรับสมัครรับเลือกตั้ง ต้องสังกัดพรรคไม่น้อยกว่า 90 วัน หรือจะต้องสังกัดพรรคการเมืองอย่างช้าที่สุดคือวันที่ 26 พฤศจิกายน
สดศรี สัตยธรรม
อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
กรณีสำนักงาน กกต.ปรับกรอบหลักเกณฑ์ในการพิจารณารับจดแจ้งตั้งพรรคการเมืองใหม่ โดยกำหนดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับแต่วันที่มีการยื่นคำขอจัดตั้งพรรค เนื่องจากระยะเวลาการเป็นสมาชิกมีกำหนด 90 วัน หากปล่อยให้การพิจารณาอนุญาตตั้งพรรคจะเสร็จเมื่อไรก็ได้ โดยไม่กำหนดระยะเวลา จะทำให้ระยะเวลาในการจัดตั้งพรรคไม่ทัน ถ้าไม่ทันก็จะเข้าเป็นสมาชิกพรรคไม่ทันกำหนด 90 วันด้วย จึงต้องร่นเวลา อีกทั้งขณะนี้กลุ่มการเมืองใหม่ๆ ที่ขอยื่นจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองมีจำนวนมาก ถ้าระยะเวลาล่าช้าไปกว่านี้ จะทำให้การเข้าเป็นสมาชิกคงไม่ทัน มองว่า กกต.คงไม่มีเจตนาไปเอื้ออำนวยให้กับพรรคการเมืองใด แต่เป็นการปรับระยะเวลาเพื่อให้สามารดำเนินการได้ทัน เพื่อให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งมีคุณสมบัติ อีกทั้งระยะเวลาที่จะมีการเลือกตั้งเริ่มนับถอยหลังกันแล้ว ถ้าหากว่าวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 มีการเลือกตั้งเดี๋ยวจะไม่ทันกัน ดังนั้น กกต.ต้องเร่งดำเนินการ ปรับหลักเกณฑ์ใหม่เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับพรรคการเมืองต่างๆ รวมทั้งคงเป็นห่วงว่าจะเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคไม่ทันตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าระยะเวลา 45 วัน มองว่าเพียงพอต่อการดำเนินการ และการที่ กกต.ตัดสินใจร่นระยะเวลานั้น กกต.เขาคงคิดว่าสามารถดำเนินการได้ทันอยู่แล้ว ซึ่งในขั้นตอนของการส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานอื่นๆ ให้ช่วยตรวจสอบนั้น หากว่าหน่วยงานต่างๆ ให้ความร่วมมือ ระยะเวลาแค่เพียง 30 วัน ก็น่าจะทัน เพราะระบบคอมพิวเตอร์ของ กกต. ระบบงานต่างๆ ที่ กกต.วางระบบไว้นั้นก็มีมาตรฐาน ดังนั้น ระยะเวลาการรับจดแจ้งจัดตั้งพรรคใหม่ เพียง 45 วัน ทำได้ทันต่อเวลาแน่นอน ทุกอย่างน่าจะเรียบร้อย เพราะไม่เช่นนั้น กกต.คงไม่ปรับระยะเวลา ประกอบกับช่วงนี้งานของ กกต. ไม่มีอะไรมาก เรื่องของเลือกตั้งท้องถิ่นก็ไม่มี งานด้านพรรคการเมืองไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
ชูศักดิ์ ศิรินิล
ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.)
การเลื่อนระยะเวลาการพิจารณาจัดตั้งพรรคการเมืองให้เร็วขึ้นกว่าเดิม เป็นเรื่องที่น่าจะทำความเข้าใจได้ กฎหมายพรรคการเมืองมิได้กำหนดระยะเวลาไว้ว่านายทะเบียนพรรคการเมืองจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จเมื่อใด ส่วนใหญ่จึงใช้เป็นการภายในกำหนดว่า เมื่อนั้นเมื่อนี้ การเร่งรัดให้แล้วเสร็จโดยเร็ว จึงเป็นเรื่องความพยายามจะทำให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพราะอาจจะมีปัญหาติดตามมาหลายอย่างที่พรรคการเมืองจะต้องปฏิบัติ เช่น การจัดตั้งสาขา ตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดหรือรับสมัครสมาชิก เงื่อนไขการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 90 วัน จึงจะลงสมัครรับเลือกตั้งได้ การตั้งพรรคการเมืองล่าช้าอาจมีผลกระทบต่อสิ่งที่กล่าวมาได้ เช่น อาจจะรับสมัครสมาชิกและสังกัดพรรคไม่ครบกำหนด 90 วัน กรณีนี้จึงเป็นที่เข้าใจได้ แต่ถ้าจะถามว่าทำไมมาเร่งรัดเอาช่วงนี้ ต้องการช่วยพรรคใดเป็นการเฉพาะหรือไม่ ก็ต้องถาม กกต.เอง กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนาก็แล้วกัน
สำหรับการรับบริจาคของพรรคการเมือง ที่มีการสั่งห้ามพรรคบางพรรคมิให้รับบริจาค จัดระดมทุน โดยอ้างคำสั่ง คสช.ที่ 57/2557 ที่ห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองนั้น เรื่องนี้ปัญหาใหญ่อยู่ที่การไม่ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 57/2557 แม้เมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.ป.พรรคการเมือง 2560 แล้ว ก็กลับกลายว่าพรรคการเมืองปฏิบัติตาม พ.ร.ป.พรรคการเมืองไม่ได้ ในหลายกรณี จริงๆ ถ้าจะตีความว่าคำสั่ง คสช.ที่ 57/2557 ถูกยกเลิกไปแล้วโดย พ.ร.ป.พรรคการเมืองซึ่งตราขึ้นภายหลังก็น่าจะได้ แต่เมืองไทยไม่มีใครกล้าหาญที่จะตีความเช่นนั้น จึงเป็นความสับสนปนเปกันทางกฎหมายวุ่นวายไปหมด กกต.เองก็คงไม่มีทางเลี่ยงก็ต้องตีความไปตามตัวอักษร และกลายเป็นว่าประกาศ คำสั่งทั้งหลายของ คสช.ใหญ่ที่สุด ลบล้างกฎหมายของสภาเป็นยุคปาฏิหาริย์ทางกฎหมาย
สิ่งที่อยากให้พิจารณาและให้ความสำคัญคือ ถ้าจะปฏิบัติอย่างไรก็ต้องเท่าเทียมเสมอภาคกัน อย่าให้เกิดอาการเลือกปฏิบัติ พรรคในส่วนนี้ทำได้ อีกส่วนทำไม่ได้ ผิดหมด ส่วนนี้เคลื่อนไหวทางการเมืองได้ อีกส่วนทำไม่ได้ถูกแจ้งความดำเนินคดี
กกต.ควรต้องมีมาตรฐานและปฏิบัติให้เหมือนกัน อย่าอ้างว่าตัวเองมิใช่ผู้ออกคำสั่ง ไม่เกี่ยวกับตน ควรจะทำหน้าที่คุ้มครองมาตรฐานการปฏิบัติของพรรคการเมืองที่ควรจะเป็นด้วย
ยอดพล เทพสิทธา
อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
การที่ กกต.ปรับเกณฑ์จดแจ้งตั้งพรรคใหม่เหลือ 45 วัน ย่อมเป็นประโยชน์กับพรรคการเมือง เข้าใจว่าคงมีหลายพรรคสะท้อนออกมาว่า ตัวรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มีการพูดมาตลอดว่า ระบบการเลือกตั้งไม่เอื้อกับพรรคเล็กพรรคน้อย เพราะเมื่อมีจำนวนพรรคเล็กมากขึ้น ทำให้ได้คะแนนเสียงน้อยลง ซึ่งพรรคเล็กที่สามารถจดทะเบียนพรรคได้ง่าย มองว่าอาจจะฟลุค ดังนั้นกฎเกณฑ์นี้เป็นการเพิ่มโอกาสให้พรรคเหล่านั้น
ต้องไม่ลืมว่า ปัจจุบันมีพรรคการเมืองหลายกลุ่มที่ตั้งขึ้นใหม่ เช่น อนาคตใหม่ (อนค.) รวมถึงอีกหลายกลุ่มการเมือง หากดูกันจริงๆ กฎเกณฑ์นี้เป็นการเปิดโอกาสให้ดูด ส.ส.ง่ายขึ้น เพราะเมื่อลดเงื่อนไขหลายอย่างลง ส่งผลให้ย้ายพรรคง่ายขึ้นด้วย ฉะนั้นกรณีนี้สามารถมองได้หลายมุม จะเอื้อพรรคเล็กพรรคน้อยก็ได้ ดูด ส.ส.ง่ายขึ้นก็ได้ แต่ดีตรงที่จะได้เคลียร์กับพรรคการเมืองเลยว่าจะเอาอย่างไร เช่น พรรคตัวเองจะได้ชัดเจนไปเลยว่ามีแนวโน้มอย่างไร หรือหาก ส.ส.เห็นว่าการร่วมงานกับพรรคนี้แล้วไม่ใช่ทาง จะได้ย้ายออก
ต่อกรณีที่ กกต.ห้าม อนค.รับบริจาคเงิน เพราะขัดคำสั่ง คสช. เห็นว่าพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่เปิดรับช่วยเหลือเงินวันละ 1 บาท ก็ไม่ต่างอะไรกับพรรคอนาคตใหม่ เพราะเงินออกจากกระเป๋าของคนที่นิยมตัวพรรคการเมืองเช่นกัน ถ้าตีความเช่นนั้นจะหมายความว่าเลือกปฏิบัติหรือไม่ เพราะถ้าห้าม อนค.ระดมทุนก็จะดูประหลาดกับการรับบริจาควันละบาท ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าทำไมทำการรับบริจาคได้ แต่จัดงานระดมทุนไม่ได้ ซึ่งนี่ไม่ใช่ลักษณะที่พรรคการเมืองจัดงานหรือจัดมหรสพให้ฟรี แต่เข้าข่ายการซื้อเสียง เสมือนการจัดงานแล้วซื้อบัตรเข้างาน คล้ายกับการนำเงินเข้าพรรค
ฉะนั้นนี่เป็นวิธีการหารายได้ของพรรคการเมืองอย่างหนึ่ง ซึ่งต่างประเทศก็ทำกัน เช่น มีผู้สนับสนุน แล้วพรรคการเมืองอาจตอบแทนโดยการให้บัตรเข้าฟังการปราศรัย คิดว่าเป็นเรื่องปกติมาก ไม่ทราบว่าเป็นประเด็นกันได้อย่างไร
ผศ.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การพิจารณารับจดแจ้งตั้งพรรคการเมืองใหม่ โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 45 วันนั้น มองว่าจริงๆ แล้ว พรรคการเมืองจำนวนหนึ่งพร้อมอยู่แล้ว แต่ประเด็นคือยังมีพรรคการเมืองอีกจำนวนหนึ่งที่กำลังก่อตั้งอยู่ แล้วพรรคเหล่านี้ถูกจำกัดกิจกรรมมาตั้งแต่แรก คือขอบริจาค ขอระดมทุนอะไรก็ไม่ได้ ขายของก็ไม่ได้อะไรทำนองนี้ ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมกับพรรคใหม่ ทั้งนี้ ถ้าเกิด กกต.ร่นระยะเวลาแล้ว ก็ควรจะเลิกยุ่งกับพรรคการเมืองในส่วนที่อ้างข้อประกาศต่างๆ ของ คสช.ซึ่งในความเป็นจริง คสช.ควรเคารพรัฐธรรมนูญด้วย
การร่นระยะเวลาเหลือ 45 วัน ในความเป็นจริงไม่แตกต่างจากเดิมเท่าไร เพราะในเวลานี้ทุกคนก็มุ่งสู่โหมดการเลือกตั้ง ต่อให้ไม่พร้อมคนเหล่านี้ก็ต้องลงสนาม ดังนั้น กกต.ต้องพิจารณาตัวเองว่าควรจะทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก และผู้กำกับกติกาอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค อย่าเลือกปฏิบัติ และต้องมองถึงเงื่อนไขอื่นๆ ด้วย อย่างกรณีพรรคเกรียน ขณะนี้ยังถูกคำสั่ง คสช.ระงับบัญชีหัวหน้าพรรคอยู่ ทั้งที่ไม่มีเหตุอันควร หรืออย่างพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ กกต.ใช้อำนาจข้อไหนโทรไปบอกว่าอันนี้ทำได้หรือไม่ได้ ตรงนี้อาจจะเป็นความหวังดีที่กลัวว่าจะถูกยุบพรรคได้ แต่คำถามคือ ถ้า กกต.พร้อมประกาศการเลือกตั้ง ทำไมไม่สื่อสารกับ คสช.เลยว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ และต้องชี้แจงเหตุผลด้วย จะมานั่งอมพะนำแบบนี้แล้วใช้วิธีให้คนไปเตือน แบบนี้ไม่ได้ แล้วการบอกเฉพาะราย อาจมองได้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติด้วย
สำหรับคำสั่ง คสช.ซึ่งยังถูกบังคับอยู่ขณะนี้ ส่วนตัวมองว่าสร้างปัญหาแน่นอน ปัจจุบันมีอำนาจที่ซ้อนรัฐธรรมนูญอยู่ คืออำนาจของ คสช. ซึ่งเป็นองค์กรที่มาจากการรัฐประหาร แค่นี้ก็ไม่ถูกต้องแล้ว ถ้าพูดตรงๆ ก็ใกล้เคียงคำว่าหมกเม็ดไว้ หลังจากนี้อาจจะไปบอก กกต.ว่าอันนี้ผิดกติกา ต้องเอาออกจากการแข่งขัน คำถามคือประชาชนจะยอมหรือไม่

